แสดงกระทู้

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.


Topics - watamon

หน้า: [1] 2 3 ... 11
1
ผักปลัง
ชื่อสมุนไพร ผักปลัง
ชื่ออื่นๆ/ ชื่อท้องถิ่น ผักปั๋ง (ภาคเหนือ) , ผักปลังแดง , ผักปลังขาว , ผักปลังใหญ่ (ภาคกลาง) , ลั่วขุย (ภาษาจีนกลาง) , เหลาะขุ้ย โปแดงฉ้าย (จีนแต้จิ๋ว) , มั้งฉ่าว (ม้ง)
ชื่อสามัญ East Indian spinach, Malabar nightshade , Ceylon spinach ,Indian spinach
ชื่อวิทยาศาสตร์                     Basella alba L. (ผักปลังขาว)
                                         Basella rubra L.(ผักปลังแดง)
ชื่อพ้องวิทยาศาสตร์     B. lucida L., B. cordifolia Lam., B, nigra Lour., B. japonica Burm.f.,
สกุล  Basellaceae
ถิ่นเกิด ผักปลัง เป็นพืชที่มีถิ่นเกิดในแถบแอฟริกา รวมทั้งมีการกระจายประเภทในทวีปเอเชีย เป็นต้นว่า จีน ญี่ปุ่น ประเทศพม่า ลาว กัมพูชา ฯลฯ ในประเทศไทย เป็นพืชซึ่งพบมาก ดูเหมือนจะทุกภาค อีกทั้งชนิดที่มีลำต้นสีเขียวที่เรียกว่า ผักปลังขาว และก็ชนิดลำต้นสีแดงซึ่งเรียกกันว่า ผักปลังแดง รวมทั้งพบได้มากในหมู่บ้านหรือตามนามากกว่าในป่า พบมากในภาคเหนือแล้วก็อีสาน ส่วนภาคใต้ไม่ค่อยพบ เพราะว่าไม่ได้รับความนิยมสำหรับในการรับประทานก็เลยไม่มีการปลูกไว้ตามบ้านช่อง
ลักษณะทั่วไป   ไม้เถาเลื้อยล้มลุก ลำต้นอวบน้ำ สะอาด กลม แตกกิ่งก้านสาขา ยาวราวๆ 2-6 เมตร ถ้าหากลำต้นมีสีเขียว เรียกว่า “ผักปลังขาว” มีใบสีเขียวเข้ม ส่วนชนิดลำต้นสีม่วงแดง เรียกว่า “ผักปลังแดง” มีใบสีเขียวเข้ม ก้านใบสีม่วงแดง  ใบ เป็นใบลำพัง ออกสลับ รูปไข่ หรือรูปหัวใจ ใบกว้าง 2-8 เซนติเมตร ยาว 2.5-12 เซนติเมตร ใบอวบน้ำ มีลักษณะเป็นมันหนานุ่มมือ ฉีกให้ขาดง่าย ข้างหลังใบและท้องใบหมดจดไม่มีขน ขยี้จะเป็นเมือกเหนียว ปลายใบแหลม โคนใบรูปหัวใจ ขอบของใบเรียบ ก้านใบยาว 1-3 ซม. ดอกเป็นดอกช่อเชิงลด ออกตรงซอกใบ ยาว 3-21 ซม. ดอกย่อยจำนวนหลายชิ้น ขนาดเล็ก ไม่มีก้านยกดอก แต่ละดอกมี 5 กลีบ ผักปลังขาวออกดอกสีขาว ผักปลังแดงมีดอกสีม่วงแดง ยาวประมาณ 4 มม. มีใบตกแต่งเล็ก 2 ใบ ติดที่โคนของกลีบรวม กลีบรวมรูประฆัง ยาว 0.1-3 มม. โคนเชื่อมติดกันเป็นท่อ ปลายแยกเป็นห้าแฉกน้อย เกสรเพศผู้มีจำนวน 5 อัน ติดที่ฐานของกลีบดอก อับเรณูรูปกลม ยาว 0.1-0.5 มิลลิเมตร ติดก้านยกเกสรที่ข้างหลัง ก้านชูเกสรเพศผู้ เป็นแท่งยาว 0.1-1 มม. เกสรเพศเมีย 1 อัน กลม ยอดเกสรเพศเมียแยกเป็น 3 แฉก แต่ละแฉกเป็นรูปแท่งปลายแหลม ยาว 0.1-0.5 มิลลิเมตร รังไข่ 1 ช่อง รังไข่อยู่เหนือวงกลีบ รูปออกจะรี ยาว 0.1-0.5 มม. ก้านยกเกสรเพศเมีย ยาว 0.1-0.5 มิลลิเมตร ผลสำเร็จสด รูปร่างกลมแป้น ชุ่มฉ่ำน้ำ เส้นผ่าศูนย์กลาง 5-6 มิลลิเมตร  ผิวเรียบ ปลายผลมีร่องแบ่งเป็นลอน ไม่มีก้านผล ผลอ่อนสีเขียว ผลแก่มีสีม่วงอมดำ เนื้อภายในนุ่ม ภายในผลมีน้ำสีม่วงดำ เมล็ดลำพัง
การขยายพันธุ์ ผักปลังสามารถขยายได้ 2 แนวทางเป็นการเพาะเม็ดและปักชำ สำหรับเพื่อการเพาะเมล็ดนั้นขั้นตอนแรกต้องตระเตรียมหลุมก่อนแล้วค่อยหยอดเมล็ดพันธุ์ (ที่ตากแห้งแล้ว) ลงไป หลุมละ 2 -3 เม็ด โดยให้ระยะห่างระหว่างต้น 30 เซนติเมตร และก็ระหว่างแถว 40 เซนติเมตร และก็เมื่อต้นอายุได้ 20 – 25 วันให้ทำค้างเพื่อเถาเลื้อยขึ้น ส่วนการปักชำนั้น ทำได้โดยนำกิ่งแก่ที่มีข้อ 3 – 4 ข้อ ยาวประมาณ 15 – 20 ซม. เด็ดใบออกให้หมดแล้วปักชำในดินร่วนหรือดินปนทรายที่มีความชุ่มชื้น และมีแดดรำไรในเดี๋ยวนี้ให้หมั่นรดน้ำอย่าให้ดินแห้ง ประมาณ 7 วัน จะแตกรากและก็เริ่มผลิใบใหม่ออกมาในระยะนี้ระวังอย่างให้น้ำมากเพราะว่ารากจะเน่าแล้วหลังจากนั้นอีก 15 – 20 วัน ให้เถาเลื้อยเกาะขึ้นไป
การดูแลแล้วก็รักษา การให้ปุ๋ย ครั้งที่ 1,2 เมื่อต้นพืชอายุได้ 20-25 วัน , 40-45 วัน, ควรจะให้ปุ๋ยหมักหรือปุ๋ยคอกที่ผ่านการดองแล้ว ส่วนการให้น้ำ ควรจะให้น้ำอย่างสม่ำเสมอ ให้เหมาะเจาะกับพืชไม่ควรให้แห้งหรือแฉะมากจนเกินความจำเป็น ช่วงเวลาสำหรับในการเก็บเกี่ยว   อายุการเก็บเกี่ยว 35-40 วัน ก็เก็บยอดได้แล้ว แล้วก็ผักปลังอายุ 90-100 วัน จะเริ่มออกดอก และแม้มีอายุ 120 วัน ผลเริ่มแก่ (พินิจผลจะเป็นสีดำ) ก็สามารถเก็บเมล็ดข้างในผลแก่ไว้เพาะพันธุ์ต่อไปได้
องค์ประกอบทางเคมี
ใบผักปลังมีกรดอะมิโน ที่ประกอบไปด้วย Lysine, Leucine, Isoleucine และสารประเภท Glucan, Polysaccharide ประกอบไปด้วย D-galactose, L-arabinose, L-rhamnose, Uronic acid ต้นเจอสาร Glucan, Glucolin, Saponin, โปรตีน, วิตามินเอ, วิตามินบี, วิตามินซี, ธาตุ, แคลเซียม, ธาตุเหล็ก
ที่มา : wikipedia
ยิ่งไปกว่านี้ยังเจอสารต่างๆอีกมากมาย อย่างเช่น สารกลุ่มฟีนอลิก สารกลุ่มบีทาเลน (จากผลสุกสีม่วงดำ) อย่างเช่น บีทานิดินมอโนกลูโคไซด์, กอมเฟรนีน    สารคาโรทีนอยด์ ได้แก่ นีออกแซนธิน, ไฟวโอลาแซนธิน, ลูเทอิน, ซีแซนธิน, แอลฟา และเบต้าแคโรทีน       สารมูก (mucilage) ส่วนประกอบเป็นพอลีแซคคาไรด์ที่ละลายน้ำ         สารกลุ่มซาโปนิน ดังเช่น basellasaponin (เจอที่ลำต้น), betavulgaroside I, spinacoside C, momordin II B, momordin II C
ส่วนคุณประโยชน์ทางโภชนาการของผักปลังมีดังนี้   ผักปลังสด 100 กรัม ให้พลังงานแก่ร่างกาย 21 กิโลแคลอรี มี น้ำ 93.4 กรัม คาร์โบไฮเดรต 2.7 กรัม โปรตีน 2.0 กรัม ไขมัน 0.2 กรัม กาก(ใยอาหาร) 0.8 กรัม แคลเซียม 4 มิลลิกรัม ฟอสฟอรัส 50 มิลลิกรัม เหล็ก 1.5 มิลลิกรัม วิตามินเอ 9,316 IU วิตามินบี 1 0.07 มิลลิกรัม วิตามินบี 2 0.20 มิลลิกรัม ไนอาซิน 1.1 มิลลิกรัม และก็วิตามินซี 26 มก.  ส่วนในใบผักปลังแห้ง 100 กรัม ให้พลังงาน 306.7 กิโลแคลอรี่ ประกอบด้วยขี้เถ้า 15.9 กรัม โปรตีน 27.7 กรัม ไขมัน 3.1 กรัม คาร์โบไฮเดรต 42.1 กรัม เส้นใย 11.3 กรัม แคลเซียม 48.7 มิลลิกรัม ธาตุเหล็ก 21.5 มก. วิตามินซี 400 มิลลิกรัม
คุณประโยชน์/สรรพคุณ
ใช้เป็นของกิน  ผัก  ยอดผักปลัง ใบอ่อน และดอกอ่อน ใช้กินเป็นของกิน ได้แก่ ต้มหรือลวกกินกับน้ำพริก หรือใช้ดอกผักปลังปรุงเป็นแกงส้ม ของกินพื้นบ้านล้านนาใช้เป็นส่วนผสมเพื่อเพิ่มความข้นหนืดในน้ำซุป ผักปลังนอกจากจะนำมาใช้เป็นของกินแล้วในขณะนี้ยังมีการเอามาทำสินค้าต่างๆอีกเยอะมาก อาทิเช่น น้ำสมุนไพรผักปลัง รวมทั้งมีการเรียนรู้การใช้ประโยชน์จากสีของผลผักปลังอาทิเช่น ใช้แต่งสีอาหารรวมทั้งของหวานต่างๆอีกด้วย ส่วนคุณประโยชน์ทางยาของผักปลังนั้นมีดังนี้
ตำรายาไทย ต้น รสเย็น ต้มดื่มแก้ขัดค่อย แก้ท้องผูก ลดไข้ โขลกพอกแก้กลาก ผื่นคัน แก้พิษโรคฝีดาษ แก้อักเสบ ใบ มีรสหวานเอียน ระบายท้อง ขับปัสสาวะ แก้บิด แก้อักเสบ แก้โรคกระเพาะอักเสบ แก้ขี้กลาก แก้ผื่นคัน ฝี ดอก รสหวานเอียน ใช้ทาแก้กลากเกลื้อน แก้โรคเรื้อน ดับพิษฝีดาษ แก้โรคเกลื้อน คั้นเอาน้ำทาแก้จุกนมแตกเจ็บ ต้น รสหวานเบื่อ แก้อึดอัดแน่นท้อง ระบายท้อง แก้พิษโรคฝีดาษ แก้พิษฝี แก้อักเสบบวม ต้มดื่มแก้ไส้ติ่งอักเสบ ราก รสหวานเหม็นเบื่อ แก้ตัวเท้าด่าง แก้รังแค แก้โรคผิวหนัง แก้ท้องผูก แก้พรรดึก ใช้ทาเช็ดนวดให้ร้อนเพื่อเลือดมาหล่อเลี้ยงรอบๆที่ทาให้มากขึ้น น้ำคั้นรากเป็นยาช่วยหล่อลื่นข้างใน รวมทั้งขับดำของเดือนปัสสาวะ ประเทศอินเดีย ใช้ต้น แก้ลมพิษ ผื่นคัน แผลไฟไหม้ ต้นและใบ ใช้แก้มะเร็งเม็ดสีผิว โรคมะเร็งเม็ดเลือดขาว โรคมะเร็งช่องปาก  ประเทศบังคลาเทศ ทั้งต้นใช้ตำพอกหน้า คุ้มครองสิว แล้วก็กระ
ส่วนในทางการแพทย์แผนปัจจุบันนั้นมีผลการศึกษาเรียนรู้และค้นคว้าและทำการวิจัยบอกว่าสารออกฤทธิ์ในผักปลังมีสรรพคุณตามกลุ่มของสารต่างๆดังนี้
สารกรุ๊ปบีทาเลน เป็นกลุ่มสารประกอบสีม่วงดำของเนื้อผลผักปลังสุก มีสารบีทานิดินมอโนกลูโคไซด์เป็นส่วนใหญ่ รองลงมาคือสารอนุประเภทต่างๆของกอมเฟรนีนซึ่งละลายน้ำได้ สารกลุ่มนี้มีฤทธิ์ต่อต้านอนุมูลอิสระ และก็ใช้เป็นสารแต่งสีของกินที่มีความปลอดภัยกว่าการใช้สีสังเคราะห์
สารกรุ๊ปแคโรทีนอยด์ ดังเช่น นีออกแซนธิน ไฟวโอลาแซนธิน ลูเทอิน (iutein) ซีแซนธิน (Zeaxanthin) แอลฟาแคโรทีน (α-carotene) รวมทั้งอนุภาคบีตาแคโรทีน (β-carotene) เนื่องมาจากร่างกายใช้สารแคโรทีนอยด์สำหรับในการสังเคราะห์วิตามินเอดังนั้นการกินผักปลังเป็นประจำจะเพิ่มปริมาณวิตามินเอภายในร่างกายได้ เหมาะสมกับคนที่มีโอกาสเสี่ยงต่อการขาดวิตามินเอ นอกจากนั้นแคโรทีนอยด์ยังมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระอีกด้วย
กลุ่มกรดไขมัน น้ำมันจากเม็ดผักปลังมีกรดไขมันหลายชนิด ตัวอย่างเช่น กรดปาลมิว่ากล่าวก รกดสเตรียริก กรดโลเลอีก และก็กรดลิโนเลอิก
สารมูก (mucilage) พบในทุกๆส่วนของต้น สารมูกมีส่วนประกอบของพอลีย์แซคาไรด์ที่ละลายน้ำ มีสมบัติเป็นยาระบายอ่อนๆในพืชบางชนิดพบว่าสารมูกมีฤทธิ์ immunomodulator  ฤทธิ์ปกป้องรักษาเซลล์ โดยการเคลือบเยื่อในกระเพาะอาหารและยับยั้งการหลั่งกรด ส่วนการใช้ในทางเวชสำอาง สารมูกมีคุณลักษณะช่วยลดอาการอักเสบลดการตำหนิดเชื้อแบคทีเรียที่ผิวต่ำลง ช่วยสมาน รักษาผิดแห้งผื่นคัน และก็ลดอาการระคาย
กรดอะมิโนและเพปไทด์ กรดอะมิโน ดังเช่นว่า อาร์จีนีน ลิวซีน (leucine) ไอโซลิวซีน ทรีโอนีน และก็ทริโทแฟน ส่วนสารเพปไทด์ที่มีฤทธิ์ทางชีววิทยา ดังเช่น โปรตีนที่ยับยั้งหลักการทำงานของไรโบโซมในกรรมวิธีสังเคราะห์โปรตีนในเมล็ดผักปลังซึ่งมีฤทธิ์ทำลายเชื้อไวรัสประเภท  Artichoke-mottled crinkle virus (AMCV) ในต้นยาสูบโดยยั้งกรรมวิธีการจำลองกรรมพันธุ์ของเชื้อไวรัส ก็เลยอาจนำไปเป็นนวทางในการพัฒนายาต้านทานเชื้อไวรัสต่อไปในอนาคต ยิ่งกว่านั้นยังมีสารแอลฟาบาสรูบริน  (α-basrubrins) รวมทั้งสารบีตาบาสรูบริน (β-basrubrins) ซึ่งเป็นเพปไทด์จากเมล็ดผักปลังมีฤทธิ์ต่อต้านเชื้อราประเภท Botrytiscinerea, ชนิด Fusarium oxysporum, รวมทั้งชนิด Mycosphaerella arachidicola โดยการยับยั้งกระบวนการสร้างโปรตีนในเชื้อรา
สารกรุ๊ปไทรเทอร์พีนแซโพนิน ตัวอย่างเช่น สารบาเซลลาเซโพนิน (basellasaponins)  ซึ่งเจอในส่วนของก้านลำต้นของผักปลัง อนุภาคบีตาวุลการโรไซด์  (betavulgaroside I) มีฤทธิ์ลดน้ำตาลในเลือด สไปนาโคไซด์ซี  (spinacoside C), มอมอร์ดินทูบี (momordin IIb) รวมทั้งมอมอร์ดินทูซี (momordinIIc)
แบบ/ขนาดวิธีใช้ แก้อาการอึดอัดแน่นท้อง ด้วยการใช้ต้นสด 60 กรัม เอามาเคี่ยวกับน้ำให้ข้นแล้วรับประทาน ช่วยแก้ท้องผูก และก็เป็นยาระบายอ่อนๆที่เหมาะสำหรับเด็กรวมทั้งสตรีตั้งครรภ์ โดยเอามาต้มรับประทานเป็นอาหารจะช่วยแก้อาการท้องผูกได้ แล้วก็มูกที่อยู่ในผักปลังจะมีคุณลักษณะเป็นยาระบายอ่อนๆช่วยแก้ขัดเบา ด้วยการใช้ต้นสด 60 กรัม นำมาต้มกับน้ำดื่ม หรือใช้ใบสด 60 กรัมเอามาต้มกับน้ำแบบชาต่อหนึ่งครั้ง  แพทย์เมือง (ภาคเหนือ) จะใช้ใบผักปลังนำมาตำกับข้าวสารเจ้า ใช้เป็นยาพอกแก้โรคมะเร็งไข่ปลา  ใบและก็ผลเอามาขยี้ทาบริเวณที่ถูกแมลงสัตว์กัดต่อยหรือแผลที่ มีลักษณะเป็นแผลไหม้ก็จะช่วยทุเลาอาการแล้วก็ทำให้มีความรู้สึกเย็นขึ้นได้ น้ำคั้นจากดอกใช้เป็นยาใช้ภายนอกแก้ขี้กลากโรคเกลื้อน แก้โรคเรื้อน แก้เกลื้อน รักษาฝี ด้วยการกางใบสดเอามาตำแล้วพอกรอบๆที่เป็น โดยให้เปลี่ยนแปลงยาวันละ 1-2 ครั้ง แก้ลักษณะของการปวดแขนขา ด้วยการใช้ใบสด ยอดอ่อน 30 กรัม เอามาต้มกับน้ำดื่ม
การศึกษาเล่าเรียนทางเภสัชวิทยา สารสกัดผักปลังด้วยน้ำผสมกับสารสกัดจากใบของ Hi-biscus macranthus ส่งผลเพิ่มน้ำหนักตัวของหนู และเพิ่มน้ำหนักของถุงน้ำกามน้ำเชื้อ  (seminal vesicle) ช่วยเพิ่มการผลิตและความก้าวหน้าของตัวอสุจิ และทำให้ระดับฮอร์โมนเทสโทสเตอโรนในเลือดมากขึ้นอย่างเป็นจริงเป็นจังทางสถิติ ซึ่งอาจทำให้เกิดการพัฒนาเพื่อใช้สำหรับการรักษาผู้ป่วยในรายที่เป็นหมันเพราะว่าการมีตัวอสุจิน้อย
                สารสกัดในผักปลังด้วยน้ำสามารถยั้งการก่อมะเร็งตับในหนูที่ถูกเหนี่ยวนำให้เกิดมะเร็งด้วยสารเอ็น ไนโตรโซไดเอหนลามีน (NDEA) แล้วก็คาร์บอนเตตราคลอไรด์ (CCI) ได้โดยลดการทำลายของเซลล์ตับ ซึ่งวัดได้จากระดับโปรตีนที่ทำหน้าที่เร่งปฏิกิริยาเคมีในตับยกตัวอย่างเช่น แกมมา-กลูตามิลทรานสเปปทิเดส (GGT) ซีรัมกลูทามิกออกซาโลแอซีติกทรานสแอมิเนศ (SGOT) ซีรัมกลูทามิกเจริญวิกทรานสแอมิเนศ (SGPT) และก็อัลติดอยู่ไลน์ ฟอสฟาเทส (ALP) ที่อยู่ในระดับใกล้เคียงค่าธรรมดา รวมทั้งยังส่งผลลดการเกิดปฏิกิริยาเพอรอคอยกสิเดชันของไขมัน (lipidperoxidation) โดยมองจากระดับของโปรตีนที่ทำหน้าที่เร่งปฏิกิริยาเคมีซุเปอร์ออกไซด์ดิสไม่วเทส (SOD) ติดอยู่ทาเลส กลูตาไทโอน เพอร์ออกซิเดส (GPX) ภายในร่างกายใกล้เคียงกับค่าธรรมดา
                สารสกัดจากผักปลังในของกินเพาะเลี้ยงเซลล์ม้ามของหนูถีบจักร (primary mouse splenocyte cultures) มีผลทำให้เพิ่มการหลั่ง IL-2 ได้อย่างเป็นจริงเป็นจังทางสถิติ แล้วก็มีผลการเล่าเรียนทางเภสัชวิทยาอีกชิ้นหนึ่งกล่าวว่า จากการวิเคราะห์รงควัตุของสารสกัด 80% เอทานอลจากผลผักปลัง พบ gomphrerin I รงควัตถุสีแดงเป็นรงควัตถุหลัก ในผลผักปลังสด 100 กรัมเจอ gomphrerin I ถึง 3.6 กรัม นอกเหนือจากนั้นยังเจอรงควัตถุสีแดงอื่นๆตัวอย่างเช่น betanidin-dihexose แล้วก็ isobetanidin-dihexose และเมื่อศึกษาวิจัยฤทธิ์ต่อต้านอนุมูลอิสระของ gomphrerin I ที่ความเข้มข้น 180, 23, 45 แล้วก็ 181 ไมโครโมลาร์ พบว่ามีค่าต้านอนุมูลอิสระเสมอกันกับโทรลอกซ์ ขนาด 534 ไมโครโมลาร์, butylated hydroxytoluene (BHT) 103 ไมโครโมลาร์, ascorbic acid 129 ไมโครโมลาร์และก็ BHT 68 ไมโครโมลาร์เป็นลำดับ แล้วก็มีการเรียนรู้ฤทธิ์ต้านทานการอักเสบโดยให้สารสกัด 80% เอทานอลขนาดความเข้มข้น 25, 50 รวมทั้ง 100 ไมโครโมลาร์แก่เซลล์ murine macrophage ที่ถูกกระตุ้นให้เกิดการอักเสบด้วย lipopolysaccharide (LPS) พบว่าสามารถยับยั้งการสร้าง nitric oxide ซึ่งการยับยั้งนี้จะเยอะขึ้นเรื่อยๆตามขนาดความเข้มข้นของสารสกัด รวมทั้งสารสกัดจากผลผักปลังที่ความเข้มข้น 100 ไมโคลโมลาร์มีผลลดการหลั่ง prostaglandin E2 และก็ interleukin-1β ของเซลล์ และก็ยั้บยั้งการสังเคราะห์ยีนที่เกี่ยวโยงกับการเกิดการอักเสบ ดังเช่นว่า nitric oxide synthase, cyclooxygenase-2, interleukin-1β, tumor necrosis factor-alpha และ interleukin-6 จากการทดลองทั้งหมดนี้แสดงให้ว่า gomphrerin I รงควัตถุสีแดงที่พบในผลผักปลังมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระและต่อต้านการอักเสบที่มีความสามารถและก็สามารถนำผลผักปลังไปปรับปรุงเป็นผลิตภัณฑ์ทางโภชนาการได้
ยิ่งกว่านั้นยังส่งผลการศึกษาเรียนรู้พบว่าสารเมือกมีฤทธิ์กระตุ้นภูมิต้านทาน ฤทธิ์คุ้มครองเซลล์ โดยการเคลือบเยื่อกระเพาะ และก็ยับยั้งการหลั่งกรด ลดการอักเสบที่ผิว ลดการตำหนิดเชื้อแบคทีเรียที่ผิว ช่วยสมานรักษาผิวแห้ง ผื่นคัน ลดอาการระคายที่ผิวได้อีกด้วย
การศึกษาทางพิษวิทยา ในการศึกษาเรียนรู้ทางพิษวิทยาของผักปลังนั้นยังมีน้อยมากที่เพียงพอจะมีข้อมูลในหัวข้อนี้อยู่บ้างก็คือ มีการทำการศึกษาเรียนรู้ของนักวิจัยประเทศอินเดียที่ได้เผยแพร่ผลงานวิจัยเกี่ยวกับการทดสอบผลของสารสกัดจากใบผักปลังด้วยเอทานอลแล้วก็น้ำในหนูถีบจักรทดสอบ ด้วยการกรอกสารสกัดน้ำของใบในขนาด 100-200 มิลลิกรัมต่อกิโลน้ำหนักตัวให้หนูทดลองตรงเวลา 2 สัปดาห์ ผลปรากฎว่าไม่พบว่ามีความผิดปกติของค่าทางเลือดวิทยา ส่วนการทดลองในหนูขาวที่รับประทานสารสกัดจากใบผักปลังด้วยเอทานอล ,น้ำ รวมทั้งเฮกเซน ต่อเนื่องกัน 1 สัปดาห์ พบว่าหนูขาวที่ได้รับสารสกัดด้วยเอทานอลแล้วก็เฮกเซนจากใบผักปลัง จะมีจำนวนน้ำย่อยอะไมเลสเพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นกลไกหนึ่งสำหรับการช่วยลดภาวะเสี่ยงเป็นโรคเบาหวานได้
คำแนะนำ/ข้อควรระวัง เหตุเพราะผักปลั่งเป็นผักที่พวกเรารู้จักดีรวมทั้งเอามาทำเป็นของกินรับประทานกันอยู่เป็นประจำแล้ว สำหรับในการนำมากินเป็นอาหารนั้นคงจะไม่มีผลกระทบอะไรกับสุขภาพ แต่แม้ใช้ผักปลังในแบบอย่างสารสกัดหรือในต้นแบบอื่นๆนั้น เพื่อความปลอดภัยคงจะจำต้องขอความเห็นหมอหรือผู้ที่มีความเชี่ยวชาญถึงกับขนาดและก็วิธีใช้ก่อนใช้เสมอ
เอกสารอ้างอิง

  • โชติอนันต์ และคณะ ,รักษาโรคด้วยสมุนไพรใกล้ตัว. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์The Knowledge Center; 2550 หน้า 215-8
  • Bolognesi A, Polito L, Olivierif F, Valbonesi P, Barbieri L, Battelli MG et al. New ribosome-inactivating proteins with polynucleotide:adenosine glycosidase and antiviral activities from Basella rubra L. and Bougainvillea spectabilis Willd. Planta 1997;203:422-9
  • สำนักงานคณะกรรมการการสาธารณสุขมูลฐาน.ผักพื้นบ้าน ความหมายและภูมิปัญญาของสามัญชนไทย.กรุงเทพฯ โรงพิมพ์องค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก 2538 หน้า 168-9
  • ผักปลัง ฐานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบราชธานีAkhter S, Abdul H, Shawkat IS, Swapan KS, Mohammad SHC Sanjay SS. A review on the use of non-timber forest products in beauty-care in Bangladesh. J Forestry Res 2008;19:72-8.
  • หนังสือพจนานุกรมสมุนไพรไทย, ฉบับพิมพ์ครั้งที่ “ผักปลัง”.  (ดร.วิทย์ เที่ยงบูรณธรรม).  หน้า 499-501.
  • หนังสือสมุนไพรไทย เล่ม “ผักปลัง”.  (ดร.นิจศิริ เรืองรังษี, ธวัชชัย มังคละคุปต์).  หน้า 179.
  • กรมส่งเสริมการเกษตร. (2550). ผักพื้นบ้าน. ค้นวันที่ 10 มิถุนายน 2550 http://www.disthai.com/
  • ชื่นนภา ชัชวาล.นาฎศรี นวลแก้ว.ผักปลัง ผักที่มีคุณค่าทางโภชนาการและมีศักยภาพในการพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ.คอลัมน์บทปริทัศน์.วารสารการแพทย์แผนไทยและการแพทยืทางเลือก.ปีที่7.ฉบับที่2-3 พฤษภาคม – ธันวาคม 2552 . หน้า 197-200
  • Saikia AP, Ryakala VK Sharma P, Goswami P, Bora U. Ethnobotany of medicinal plants used by Assamese people for various skin ailments and cosmetics. J Ethnopharmacol 2006;106:149-57
  • กัญจนา ดีวิเศษและคณะ, ผู้รวบรวม. (2548). ผักพื้นบ้านภาคเหนือ. เพ็ญนภา ทรัพย์เจริญ บรรณาธิการ. พิมพ์ครั้งที่ 2. นนทบุรี: ศูนย์พัฒนาตำราการแพทย์แผนไทย.
  • Khare CP. Indian medicinal plants: an illustrated dictionary. New York: Springer Science Business Media; 2007. p. 84.
  • Jin YL, Ching YT. Total phenolic contents in selected fruit and vegetable juices exhibit a positive correlation with interferon-γ, interleukin-5, and interleukin-2 secretions using primary mouse splenocytes. J Food Compos Anal 2008;21:45-53.
  • Choi EM, Koo SJ, Hwang JK. Immune cell stimulating activity of mucopolysaccharide isolated from yam (Dioscorea batatas). J Ethnopharmacol 2004;91:1-6.
  • หนังสือสารานุกรมสมุนไพรไทย-จีน ที่ใช้บ่อยในประเทศไทย. “ผักปลัง”.  (วิทยา บุญวรพัฒน์).  หน้า 350.
  • Maisuthisakul P, Pasuk S, Ritthiruangdej P. Relationship of antioxidant properties and chemical composition of some Thai plants. J Food Compos Anal 2008;21:229-40
  • Raju M, Varakumar S, Lakshminarayana R, Krishnakantha TP, Baskaran V. Carotenoid composition and vitamin A activity of medicinally important green leafy vegetables. Food Chem 2007;101:1598-1605
  • . Dweck AC. The internal and external use of medicinal plants. Clin Dermatol 2009;27:148-58
  • Reddy GD, Kartik R, Rao CV, Unnikrishnan MK, Pushpangadan P. Basella alba extract act as antitumour and antioxidant potential against N-nitrosodiethylamine induced hepatocellular carcinoma in rats. Int J Infectious Diseases 2008;12 Suppl 3:S68
  • Toshiyuki M, Kazuhiro H, Masayuki Y. Medicinal foodstuffs. XXIII. Structures of new oleanane-type triterpene oligoglycosides, basellasaponins A, B, C, and D, from the fresh aerial parts of Basella rubra L. Chem Pharm Bull 2001;49:776-9.
  • Jadhav RB, Sonawane DS, Surana SJ. Cytoprotective effects of crude polysaccharide fraction of Abelmoschus esculentus fruits in rats. Pharmacogn Mag 2008;4:130-2.
  • Glassgen WE, Metzger JW, Heuer S, Strack D. Betacyanins from fruits of Basella rubra. Phytochemistry 1993;33:1525-7
  • ฐานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี. “ผักปลัง”.  [26 เม.ย. 2014].
  • Draelos ZD. Botanicals as topical agents. Clin Dermatol 2001;19:474- 7
  • Shahid M,. Akhtar JM, Yamin M, Shafiq MM. Fatty acid composition of lipid classes of Basella rubra Linn. Pak Acad Sci 2004;41:109-12
  • Haskell MJ, Jamil KM, Hassan F, Peerson JM, Hossain MI, Fuchs GJ et al. Daily consumption of Indian spinach (Basella alba) or sweet potatoes has a positive effect on total-body vitamin A stores in Bangladeshi men. Am J Clin Nutr 2004;80:705-714
  • Moundipa FP, Kamtchouing P, Kouetan N, Tantchou J, Foyang NPR, Mbiapo FT. Effects of aqueous extracts of Hibiscus macranthus and Basella alba in mature rat testis function. J Ethnopharmacol 1999;65:133-9
  • Hexiang W, Tzi BN. Antifungal peptides, a heat shock protein-like peptide, and a serine-threonine kinase-like protein from Ceylon spinach seeds. Peptides 2004;25:1209-14
  • ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระและต้านการอักเสบของรงควัตถุสีแดงในผักปลัง,ข่าวความเคลื่อนไหวสมุนไพร.สำนักงานข้อมูลสมุนไพรคณะเภสัชศาสตร์มหาวิทยาลัยมหิดล


2
งาดำ
ชื่อสมุนไพร งาดำ
ชื่อสามัญ  Black Sasame seeds Black
ชื่อวิทยาศาสตร์ Sesamum indicum Linn
วงศ์ Pedaliaceae
บ้านเกิดเมืองนอน  งามีถิ่นเกิดในทวีปแอฟริกา บริเวณประเทศเอธิโอเปีย แล้วแผ่กระจายไปยังอินเดีย จีน และประเทศต่างๆในแถบทวีปเอเชียรวมทั้งประเทศไทยด้วย ส่วนในประเทศอินเดียมีการกล่าวว่ามีการปลูกงามาแล้วหลายพันปี ก่อนที่จะพ่อค้าชาวอาหรับ แล้วก็เมดิเตอร์เรเนียลจะนำงาไปปลูกแถบอาหรับ รวมทั้ง ยุโรป
ยิ่งไปกว่านี้ยังมีผู้เจอหลักฐานว่า ชาวบาบิโลนในประเทศโซมาเลียมีการปลูกงามานานกว่า 2,500 ปี ก่อนคริสตกาล และก็ใช้นํ้ามันงาสำหรับทำยา และของกิน ซึ่งมีบันทึกใน Medical Papyrus of Thebes กล่าวว่า ทหารโรมันได้นำงาไปปลูกเอาไว้ภายในประเทศอิตาลีในคริสศตวรรษที่ 1 แม้กระนั้นปรากฏว่าสภาพภูมิอากาศไม่เหมาะสมกับการปลูก และในช่วงปลายศตวรรษที่17 และก็18 มีการนำงามาปลูกลงในอเมริกาโดยทาสชาวแอฟริกัน
ด้านการใช้ประโยชน์จากงาดำนั้นประเทศอินเดีย จีน รวมทั้งประเทศอื่นๆในแถบเอเซียจะใช้งาทำเป็นนํ้ามันเพื่อปรุงอาหาร ส่วนชาวยุโรปจะนำงามาทำเค้ก เหล้าองุ่น รวมทั้งนํ้ามัน รวมถึงใช้สำหรับในการทำอาหาร และก็เป็นเครื่องหอม ส่วนชาวแอฟริกันใช้ใบงาทำ ดอกไม้เพลิง และก็พอกผิวหนัง รวมทั้งใช้เป็นสารไล่แมลงให้สัตว์เลี้ยงฯลฯ
ลักษณะทั่วไป
งาดำ เป็นไม้ล้มลุกที่แก่ฤดูเดียว มีลำต้นตั้งชัน อาจแตกกิ่งไหมแตกกิ่งกิ้งก้าน ลำต้นสูงราวๆ 50-150 ซม. ลำต้นมีลักษณะสีเหลี่ยม มีร่องตามทางยาว ไม่มีแก่น มีลักษณะอวบน้ำ รวมทั้งมีขนสั้นปกคลุม เปลือกลำต้นบาง มีสีเขียว  ใบงาดำ ออกเป็นใบเดี่ยว เรียงตรงกันข้ามกันเป็นชั้นๆตามความสูง มีก้านใบสั้น ยาวโดยประมาณ แผ่นใบมีรูปหอก สีเขียวสด กว้างราวๆ 3-6 เซนติเมตร ยาวราว 8-16 ซม. โคนใบมนกว้าง ปลายใบแหลม ขอบใบหยักบางส่วน มีเส้นกิ่งก้านสาขาใบตรงข้ามกันเป็นคู่ๆยาวจรดขอบของใบ ดอกงาดำเป็นดอกเดี่ยวหรือเป็นกรุ๊ปตรงซอกใบ ปริมาณ 1-3 ดอก ดอกย่อยมีก้านดอกสั้น มีกลีบรองดอก จำนวน 5 กลีบ ส่วนกลีบดอกไม้มีลักษณะเป็นกรวย ห้วยลงดิน กลีบดอกไม้อ่อนมีสีเขียวอมเหลือง กลีบเมื่อบานมีสีขาว ยาวราว 4-5 เซนติเมตร แบ่งเป็น 2 ส่วนเป็นกลีบข้างล่าง และกลีบบน โดยกลีบด้านล่างจะยาวกว่ากลีบบน ข้างในดอกมีเกสรตัวผู้ 2 คู่ มี 1 คู่ยาว ส่วนอีกคู่สั้นกว่า ส่วนเกสรตัวเมียมี 1 อัน มีก้านเกสรยาว 1.5-2 เซนติเมตร ปลายก้านเกสรแหว่งเป็น 2-4 แฉก  ผลงาดำเรียกว่า ฝัก มีลักษณะทรงกระบอกยาว ผิวฝักเรียบ ปลายฝักแหลมเป็นติ่ง แล้วก็แบ่งออกเป็นร่องพู 2-4 ร่อง กว้างราว 1 เซนติเมตร ยาวราว 2-3 เซนติเมตร ฝักอ่อนมีสีเขียว รวมทั้งมีขนปกคลุม ฝักแก่กลายเป็นสีน้ำตาล รวมทั้งค่อยๆเปลี่ยนเป็นสีดำอมเทา จากนั้น ร่องพูจะปริแตก เพื่อเมล็ดร่วงลงดิน  ด้านในฝักมีเมล็ดขนาดเล็ก สีดำหลายชิ้น เมล็ดเรียงซ้อนในร่องพู เม็ดมีรูปรี และแบน ขนาดเม็ดราว 2-3 มิลลิเมตร เปลือกเม็ดบางมีสีดำ มีกลิ่นหอมสดชื่น แต่ละฝักมีเมล็ดโดยประมาณ 80-100 เมล็ด
การขยายพันธุ์ งาดำขยายพันธุ์ด้วยการใช้เม็ด ซึ่งนิยมปลูกด้วยกัน 2 แบบ คือ การโปรยเม็ด และก็โรยเมล็ดเป็นแถว แบ่งช่วงปลูกออกเป็น 3 ช่วง เป็น

  • ช่วงต้นฤดูฝน โดยประมาณเดือนพฤษภาคม-เดือนมิถุนายน รวมทั้งเก็บเกี่ยวในตอนก.ค.-เดือนสิงหาคม
  • ช่วงปลายหน้าฝน ราวๆกรกฎาคม-ส.ค. และก็เก็บเกี่ยวในช่วงก.ย.-ต.ค.
  • ระยะหลังการเก็บเกี่ยวข้าว ราวๆเดือนพฤศจิกายน-เดือนธันวาคม แล้วก็เก็บเกี่ยวในตอนม.ค.-กุมภาพันธ์


การเตรียมแปลงปลูก ในพื้นที่ที่มีระบบระเบียบชลประทานเข้าถึง สามารถปลูกงาดำได้ทุกฤดู ส่วนพื้นที่ที่ไม่มีระบบชลประทานมักปลูกในตอนหลังเก็บเกี่ยวข้าวเสร็จ
พื้นที่แปลงปลูกต้องไถกลบดิน 1 รอบก่อน และก็ตากดินนาน 7-10 วัน จากนั้น หว่านด้วยปุ๋ยมูลสัตว์ ประมาณ 1-2 ตัน/ไร่ ก่อนไถลูกพรวนดินกลบอีกครั้ง หรือหว่านปุ๋ยมูลสัตว์ตั้งแต่ตอนไถรอบแรก (ใช้สำหรับพื้นที่ไม่เกลื่อนกลาดมาก) เนื่องจากว่ารอบต่อมาจะเป็นการหว่านเมล็ดได้เลย ส่วนการปลูกแบบหยอดเม็ด ให้ไถร่องตื้นหรือใช้คราดดึงทำแนวร่องก่อน
การปลูก

  • การปลูกแบบหว่านลงแปลง หลังไถกลบรอบแรกหรือไถลูกพรวนดินในรอบ 2 แล้ว ให้หว่านเม็ดงาดำ อัตรา 0.5-1 โล/ไร่ ควรจะหว่านเมล็ดให้กระจัดกระจายให้สูงที่สุด ก่อนไถกระพรวนหน้าดินตื้นๆกลบ
  • การปลูกแบบหยดเม็ดเป็นแนว ข้างหลังไถยกร่องหรือดึงคราดทำแนวร่องเสร็จ ให้โรยเม็ดตามความยาวของร่อง ให้เมล็ดห่างกันอย่างสม่ำเสมอ ใช้เม็ดในอัตราเดียวกับการโปรยเม็ด ก่อนคราดหรือเกลี่ยหน้าดินกลบ


การดูแลและรักษา ข้างหลังการโปรยเม็ด แม้ปลูกไว้ในตอนแล้ง เกษตรมักติดตั้งระบบให้น้ำ ซึ่งควรจะให้บ่อยๆ 2-3 ครั้ง/อาทิตย์ ส่วนการปลูกเอาไว้ในฤดูฝน เกษตรมักปลดปล่อยให้งาดำเติบโตโดยอาศัยน้ำฝนจากธรรมชาติ ดังนี้ แม้พบโรคหรือแมลงให้ฉีดพ่นด้วยสารเคมีกำจัด ส่วนการใส่ปุ๋ย ให้ให้ปุ๋ยสูตร 13-13-21 ในระยะ 1-1.5 เดือน แรกข้างหลังปลูก แล้วก็อาจใส่ร่วมกับปุ๋ยคอก อัตรา 1-2 ตัน/ไร่ ส่วนการกำจัดวัชพืช ให้ลงแปลงถอนวัชพืชด้วยมือเป็นประจำ ทุก 2 ครั้ง/ เดือน โดยเฉพาะอย่างยิ่งใน 1-1.5 เดือนแรก
การเก็บเกี่ยวผลิตผล งาดำ สามารถเก็บเกี่ยวเม็ดได้หลังการปลูกราวๆ 70-120 วัน ขึ้นกับสายพันธุ์ โดยดูจากฝักที่เริ่มกลายเป็นสีเหลืองหรือน้ำตาลอมดำ ส่วนใบจะเริ่มสีเหลือง และก็บางชนิดมีการร่วงแล้ว ดังนี้ จะต้องเก็บฝักก่อนที่จะเปลือกฝักจะปริแตก ส่วนจำพวกงาดำที่นิยมนำมาปลูกในปัจจุบันนั้นมีด้วยกัน 4 ประเภทเป็น

  • งาดำ บุรีรัมย์ จัดเป็นพันธุ์พื้นบ้าน มีลักษณะเด่นหมายถึงฝักแบ่งได้ 4 กลีบใหญ่ เม็ดมีขนาดใหญ่ สีแทบดำสนิท มีอายุเก็บเกี่ยวปานกลาง ราว 90-100 วัน ได้ผลผลิต ประมาณ 60-130 กก./ไร่
  • งาดำ นครสวรรค์ จัดเป็นพันธุ์พื้นเมืองที่นิยมมากมายในแทบทุกภาค โดยยิ่งไปกว่านั้นภาคกลาง เหนือ แล้วก็อีสาน มีลักษณะเด่น คือ ลำต้นค่อนข้างสูง มีการทอดยอด แล้วก็แตกกิ่งก้านมากมาย ใบมีขนาดใหญ่ มีลักษณะค่อนข้างกลม ส่วนเม็ดมีสีดำ อวบ และขนาดใหญ่ มีอายุเก็บเกี่ยวปานกลาง โดยประมาณ 95-100 วัน ได้ผลผลิต 60-130 กก./ไร่
  • งาดำ มิลลิกรัม18 เป็นประเภทงาดำแท้ ที่พัฒนาขึ้นโดยมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ในตอนปี 2528-2530 ที่ได้จากการผสมของงาจำพวก col.34 กับงาดำ นครสวรรค์ มีลักษณะเด่นเป็นลำต้นออกจะสูง มีการเลื้อย แต่ไม่แตกกิ่ง ลำต้นมีข้อสั้น ทำให้จำนวนของฝักต่อต้นสูง เมล็ดมีสีดำสนิท 1,000 เม็ด มีน้ำหนักประมาณ 3 กรัม แม้ในฤดูฝนจะมีอายุการเก็บเกี่ยวโดยประมาณ 85 วัน หากปลูกหน้าหนาวหรือฤดูแล้ง มีอายุการเก็บเกี่ยว ประมาณ 90 วัน ได้ผลผลิต แม้กระนั้นค่อนข้างสูง ในช่วง 60-148 โล/ไร่
  • งาดำ มข.2 เป็นจำพวกไม่ไวต่อช่วงแสงที่ปรับปรุงขึ้นโดยมหาวิทยาลัยขอนแก่น มีพันธุ์เริ่มแรกเป็นงาดำ จำพวก ซีบี 80 ที่นำเข้ามาจากประเทศจีน มีลักษณะเด่นเป็นลำต้นสูงโดยประมาณ 105-115 เซนติเมตร ลำต้นมีการแตกกิ่ง แม้กระนั้นแตกน้อย ราว 3-4 กิ่ง/ต้น เมล็ดสีดำสนิท 1,000 เมล็ด หนักราวๆ 2.77 กรัม แก่เก็บเกี่ยวสั้นกว่าจำพวกอื่นๆราว 70-75 วัน ได้ผลผลิตปานกลางถึงสูง ประมาณ 80-150 กิโลกรัม/ไร่ เป็นจำพวกที่ทนแล้ง รวมทั้งขัดขวางต่อโรค เน่าดำได้ดิบได้ดี
ส่วนประกอบทางเคมี
ในเมล็ดมีน้ำมันอยู่ราว 45-55% มีกรดไขมันเช่น oleic acid, linoleic acid, palmitic acid, stearic acid, นอกเหนือจากนี้ยังมี สารกลุ่ม lignan, ชื่อ Sesamin , sesamol, 
d-sesamin, sesamolin, สารอื่นๆยกตัวอย่างเช่น sitosterol  (สารกันเหม็นหืนเป็น sesamol ทำให้น้ำมันงาไม่กลิ่นหืน)
                นอกนั้นงาดำยังมีคุณค่าทางโภชนาการดังนี้
คุณประโยชน์ทางโภชนาการของงาดำ (งาดำ 100 กรัม)
น้ำ                           4.2          กรัม
พลังงาน                 603         กิโลแคลอรี่
โปรตีน                    20.6        กรัม
ไขมัน                       48.2        กรัม
คาร์โบไฮเดรต                        21.8        กรัม
ใยอาหาร                                9.9          กรัม
ขี้เถ้า                           5.2          กรัม
แคลเซียม                               1228       มก.
เหล็ก                       8.8          มก.
ธาตุฟอสฟอรัส                              584         มก.
 
ไทอะมีน                 0.94        มิลลิกรัม
ไรโบฟลาวิน                           0.27        มก.
ไนอะซีน                  3.5          มิลลิกรัม
กรดกลูดามิก                         3.955     กรัม
กรดแอสพาร์ตำหนิก                     1.646     กรัม
เมไธโอนีน                              0.586     กรัม
ทรีโอนีน                  0.736     กรัม
ซีสคราวอีน                   0.358     กรัม
ซีรีน                         0.967     กรัม
ฟีนิลอะลานีน                        0.940     กรัม
อะลานีน                 0.927     กรัม
อาร์จินีน                 2.630     กรัม
โปรลีน                    0.810     กรัม
ไกลซีน                    1.215     กรัม
ฮิสทิดีน                   0.522     กรัม
ทริปโตเฟน                             0.388     กรัม
ไทโรซีน                   0.743     กรัม
วาลีน                      0.990     กรัม
ไอโซลิวซีน                              0.763     กรัม
ลิวซีน                      1.358     กรัม
ไลซีน                       0.569     กรัม
ธาตุแคลเซียม                        975         มก.
ธาตุเหล็ก                               14.55     มิลลิกรัม
ธาตุซีลีเนียม                          5.7          มก.
ธาตุโซเดียม                           11           มก.
ธาตุฟอสฟอรัส                      629         มิลลิกรัม
ธาตุสังกะสี                            7.75        มก.
ธาตุโพแทสเซียม                   468         มก.
ธาตุแมกนีเซียม                     351         มก.
ธาตุแมงกานีส                       2.460     มิลลิกรัม
ธาตุทองแดง                          4.082     มิลลิกรัม
 
คุณประโยชน์/สรรพคุณ งาดำนิยมประยุกต์ใช้เป็นสัดส่วนผสมของขนมต่างๆเป็นต้นว่า ไอศกรีมงาดำ , คุกกี้งาดำ , ขนมเค้กงาดำ , นมงาดำ , กระยาสารท ฯลฯ หรือใช้เป็นส่วนประกอบภัณฑ์เสริมความงดงามต่างๆยกตัวอย่างเช่น สบู่ โลชั่นที่เอาไว้ดูแลผิว ฯลฯ ส่วนคุณประโยชน์ทางยาของงาดำนั้นสามารถช่วยบำรุงร่างกายดูเหมือนจะทุกสัดส่วน ไม่ว่าจะเป็น ผม ผิวพรรณ กระดูก เล็บ ระบบขับถ่าย การบำรุงหัวใจ ก็เลยเหมาะกับทุกวัย แม้กระทั่งเด็กที่มีลักษณะอาการป่วยไข้อยู่แล้ว หรือเพศหญิงที่กำลังก้าวเข้าสู่วัยทอง งาดำจะจำเป็นอย่างมาก เนื่องจากจะช่วยป้องกันโรคภาวะกระดูกพรุนอย่างสำเร็จ โดยในหนังสือเรียนยาไทยระบุว่า ใช้น้ำมันระเหยยากที่บีบจากเมล็ด หุงเป็นน้ำมันใส่รอยแผล และก็ผสมเป็นน้ำมันทาเช็ดนวดแก้เคล็ดขัดยอก ฟกช้ำดำเขียว ปวดบวม ลดการอักเสบ ใส่แผลรักษาอาการผื่นคัน ทำน้ำมันใส่ผม เป็นยาระบายอ่อนๆทาผิวหนังให้นุ่มรวมทั้งชุ่มชื้น หญิงไทยโบราณใช้ทาเพื่อประทินโฉมผิว สรรพคุณพื้นบ้านบอกว่า เม็ด ส่งผลให้เกิดกำลัง ให้ความอบอุ่นแก่ร่างกาย แต่ทำให้ดีกำเริบเสิบสาน น้ำมัน ทำน้ำมันใส่แผล ใส่แผลเน่าเปื่อย มักใช้ผสมยาทาสำหรับกระดูกหัก บำรุงเอ็น ไขข้อ ทานวดแก้เคล็ดยอก ปวดบวม หรือใช้ทาบำรุงรากผม
ตำรับยาสมุนไพรล้านนา: ใช้รักษาโรคผิวหนัง ขี้กลาก เกลื้อน น้ำร้อนลวก ไฟลุก
           ตำรับยาน้ำมันที่ระบุในแบบเรียนพระยาพระนารายณ์: มีรวม 3 ตำรับ ที่ใช้น้ำมันงาเป็นองค์ประกอบ ดังนี้ “น้ำมันทรงแก้พระเกศาร่วง (ผมตก)ให้คันให้ขาว” มีสมุนไพร 19 จำพวก เอามาต้มแล้วกรองกากออก เติมน้ำมันงา แล้วหุงให้เหลือแค่น้ำมันใช้แก้พระเกศาหล่อน คัน ขาว “น้ำมันแก้เปื่อยพังทลาย” มีสรรพคุณ แก้ขัดค่อยหรือฉี่ไม่ออก แก้ปวดขบ แก้หนอง มีรวม 2 ตำรับ แต่ละตำรับ ประกอบด้วยสมุนไพร 12 ประเภท และน้ำมันงาพอควร หุงให้เหลือแต่น้ำมัน ยานี้ใช้ ยอนเป่าเข้าไปในลำกล้องถ่ายรูป (ทางเท้าฉี่ในองคชาติ)
ส่วนแบบเรียนหมอแผนปัจจุบันระบุว่าสารออกฤทธิ์ในงาดำมีฤทธิ์ต้านทานอนุมูลอิสระ ต้านการอักเสบ ลดคอเลสเตอรอลในเลือด ต้านทานเซลล์ของโรคมะเร็ง  รักษาอาการไอ จากการระบุคุณภาพการดูแลและรักษาโรคของเม็ดงาโดยฐานข้อมูลทางด้านวิทยาศาสตร์ที่ว่าช่วยบรรเทาอาการไอ นับมีคุณประโยชน์ข้อเดียวของงาดำและก็งาขาวที่มีข้อมูลเยอะที่สุดในปัจจุบัน  ลดระดับคอเลสเตอรอล น้ำมันงาเป็นเลิศในน้ำมันจากพืชที่กล่าวกันว่าดีต่อร่างกาย โดยมั่นใจว่าอุดมไปด้วยกรดไขมันไม่อิ่มตัว ซึ่งเป็นไขมันชนิดดีที่ช่วยลดจำนวนคอเลสเตอรอลแล้วก็ในน้ำมันงานี้ยังพบไขมันอิ่มตัวในปริมาณน้อย วัยทอง หญิงที่ไปสู่วัยหมดประจำเดือนซึ่งเป็นภาวะของความเปลี่ยนแปลงด้านร่างกายและจิตใจจากการที่ร่างกายไม่ผลิตฮอร์โมนเอสโตรเจนอีกต่อไป บางทีอาจได้ใช้ประโยชน์จากสารเซซามิน (Sesamin) ในเมล็ดงาที่มั่นใจว่าเมื่อเข้าสู่ร่างกายจะถูกจุลชีวันในไส้แปรไปเป็นสารสำคัญอย่างเอนเทอโรแลกโตน (Enterolactone) ซึ่งเป็นสารที่มีฤทธิ์เอสโตรเจนและก็มีโครงสร้างทางเคมีเหมือนฮอร์โมนเอสโตเจนของผู้หญิงอย่างไฟโตเอสโตรเจน (Phytoestrogens) งาเป็นของกินที่มีแร่มากมายที่สำคัญหมายถึงธาตุเหล็ก ไอโอดีน แคลเซียม ธาตุฟอสฟอรัส โดยปริมาณแคลเซียมที่พบจะมีมากยิ่งกว่าผักทั่วไปกว่า 40 เท่า แล้วก็ธาตุฟอสฟอรัสมากยิ่งกว่าพืชผักทั่วๆไปกว่า 20 เท่า ซึ่งเป็นธาตุที่ปฏิบัติภารกิจเสริมสร้างกระดูก โดยยิ่งไปกว่านั้นเด็กเล็ก และสตรีวัยหมดประจำเดือน กรดไขมันไลโนเลอิค และกรดไขมันจำพวกโอเลอิค ช่วยสำหรับในการลดระดับไขมันชนิดต่างๆในเส้นเลือด และช่วยคุ้มครองการเกิดเกล็ดเลือด รวมทั้งลิ่มเลือด  งามีคาร์โบไฮเดรตในปริมาณตํ่า แต่ว่ามีวิตามินบีทุกชนิดสูงจึงนับได้ว่างามีวิตามินบีอยู่แทบทุกจำพวก จึงมีสรรพคุณช่วยบำรุงระบบประสาท บำรุงสมอง ทุเลาอาการเหน็บชา แก้ร่างกายอ่อนแรง แก้อาการปวดเมื่อย แล้วก็แก้การเบื่ออาหาร  งามีจำนวนใยอาหารในจำนวนสูง ปฏิบัติภารกิจสร้างเสริม แล้วก็กระตุ้นลักษณะการทำงานของลำไส้ อีกทั้งการสรุปย การดูดซึม และก็การขับถ่าย ช่วยคุ้มครองป้องกันท้องผูก ยั้ง และซับสารพิษ พร้อมขับออกทางอุจจาระ ทำให้ป้องกันโรคมะเร็งในลำไส้ รวมทั้งควบคุมระดับไขมันในเลือด      กรดไลโนเลอิคพบในเมล็ดงาเยอะมากๆ เป็นกรดที่มีหน้าที่สำคัญต่อการเจริญเติบโต แล้วก็ช่วยรักษาความชุ่มชื้นของผิวหนัง เนื่องจากว่าทำให้ผนังเซลล์ข้างในด้านนอกดำเนินการอย่างธรรมดา
แบบ/ขนาดวิธีใช้ ในปัจจุบันงาดำนั้นส่วนมากจะนิยมเอามาทำเป็นขนมหรือส่วนผสมของขนมแล้วก็สินค้าที่ใช้บริโภคมากยิ่งกว่าการใช้ผลดีในด้านอื่นๆแม้กระนั้นก็มีตำรายาไทยแผนโบราณที่ได้ระบุจำนวนการใช้เพื่อเยียวยารักษาโรคต่างๆอย่างเช่น

  • รักษาลักษณะของการปวดตามข้อ ใช้งาคั่วกิน 2-3 ช้อนโต๊ะ 2-3 อาทิตย์
  • รักษาอาการหมดแรง เมื่อตามร่างกาย รับประทานงาคั่ว 2-3 ช้อนโต๊ะ 2-3 อาทิตย์
  • รักษาอาการเหน็บชา คั่วเมล็ดงา 1 ลิตร ร่วมกับรำข้าว 1 ลิตร และก็กระเทียมหั่น 1 กำมือ แล้วต่อจากนั้น ตำบดผสมกัน รวมทั้งผสมน้ำผึ้งหรือน้ำตาลรับประทาน 1 เดือน
  • รักษาอาการคัดจมูก ใช้งาคั่ว 2 ช้อนโต๊ะ ผสมกับอาหารสุกหรือนมถั่วเหลืองรับประทาน 2-3 วัน
  • รักษาอาการเป็นหวัด กินงาคั่ว วันละ 4 ช้อนโต๊ะ
  • รักษาท้องผูก ใช้งาคั่วผสมกับเกลือรับประทานร่วมกับข้าว
  • รักษาลักษณะของการปวดระดู รับประทานงาผง ½ ช้อนชา วันละ 2 ครั้ง
  • ใช้บำรุงสมอง รวมทั้งระบบประสาท ใช้งาคั่วผสมกับมะขามป้อม แล้วก็น้ำผึ้ง รับประทานวันละ 1 ครั้ง
การศึกษาทางเภสัชวิทยา
ฤทธิ์ลดการอักเสบ      สาร sesamin จากน้ำมันเมล็ดงา เมื่อทำการทดลองโดยผสมลงในอาหารของหนูถีบจักร และป้อนให้หนูที่ถูกเหนี่ยวนำให้มีการติดเชื้อโรค รวมทั้งการอักเสบที่ลำไส้ใหญ่ ซึ่งหนูที่มีการอักเสบจะมีการหลั่งสาร dienoic, eicosanoids, TNF-a (tumor necrosis factor-a) และก็ cyclooxygenase มากเพิ่มขึ้น จากผลการทดสอบ พบว่าสาร sesamin ในน้ำมันเม็ดงา มีฤทธิ์ลดการอักเสบที่ลำไส้ของหนูได้ โดยลดการสร้างสารชนิด Prostaglandin E2 (PGE2), Thromboxane B2 (TXB2) และก็ TNF-a อย่างเป็นจริงเป็นจังทางสถิติ (1) เมื่อทำทดสอบในชายธรรมดา 11 คน โดยฉีดสารที่นำมาซึ่งการอักเสบ Auromyose ซึ่งเป็นสารสังเคราะห์ของ TNF-a, PGE2 และก็ leukotriene B4 (LTB4) จากนั้นให้ชาย 11 คน ทานอาหารเสริมที่มีส่วนผสมของน้ำมันงา 18 กรัม/วัน นาน 12 อาทิตย์ รวมทั้งกระทำวัดระดับ TNF-a, PGE2  และก็ LTB4 ในกระแสเลือดทั้งยังก่อนแล้วก็ข้างหลังให้อาหารเสริมที่มีส่วนผสมของน้ำมันงา พบว่าระดับของสารที่กระตุ้นแล้วส่งผลให้มีการเกิดการอักเสบดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้นไม่มีความเคลื่อนไหว หมายความว่าน้ำมันงาไม่มีฤทธิ์ลดการอักเสบ (2) 0.5 กรัม ของสารสกัดเมทานอล 100% จากเม็ดงา 100 ก. ไม่มีผลยับยั้ง cyclooxygenase 2 แล้วก็ nitric oxide ในเซลล์ RAW 264.7 ที่ถูกรั้งนำโดย lipopolysaccharide (3)
ฤทธิ์ต่อต้านเชื้อแบคทีเรีย        สารสกัดอัลกอฮอล์หรืออะซีโตนจากเม็ดงา ความเข้มข้น 25 มคกรัม/มล. (4) และสารสกัดเอทานอล 80% จากใบ ลำต้น ราก และผล ความเข้มข้น 500 มก./มิลลิลิตร (5) ไม่เป็นผลยับยั้งเชื้อ Staphylococcus aureus (4, 5) และก็เชื้อ Pseudomonas aeruginosa (5)
การศึกษาเกี่ยวกับคุณประโยชน์ของงาดำรวมทั้งงาขาวที่ช่วยรักษาอาการไอ เป็นการทดลองในเด็กอายุ 2-12 ปี จำนวน 107 คน ที่มีลักษณะไอจากหวัด โดยให้รับประทานน้ำมันงา 5 มล.ก่อนนอนต่อเนื่องกัน 3 วัน เพื่อลดความร้ายแรงรวมทั้งความถี่ของการไอ คำตอบพบว่าในวันแรกอาการไอของเด็กที่รับประทานน้ำมันงากว่ากลุ่มกินยาหลอก แม้กระนั้นอยู่ในระดับไม่มากเท่าไรนัก และก็เมื่อผ่านไป 3 วัน เด็กทั้งยัง 2 กลุ่มต่างมีลักษณะอาการดียิ่งขึ้น และไม่พบว่าการใช้น้ำมันงานำมาซึ่งการก่อให้เกิดผลกระทบอะไรก็ตามทำการศึกษาคนป่วยที่บาดเจ็บในโรงพยาบาลทั้งหมดทั้งปวง 150 คน โดยกลุ่มหนึ่งให้การรักษาด้วยการทาน้ำมันงาพร้อมกันไปกับการดูแลและรักษาปกติ ส่วนอีกกลุ่มให้การรักษาธรรมดาเพียงอย่างเดียว ผลปรากฏว่าน้ำมันงาช่วยลดความร้ายแรงของความเจ็บรวมทั้งทำให้คนป่วยกินยาพาราน้อยลง
ภาควิชาแพทย์ศาสตร์มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้ศึกษาและทำการค้นพบว่าในเม็ดงาดำ มีสารเซซาไม่นอยู่ภายในซึ่งสารตัวนี้สามารถที่จะช่วยสำหรับในการยั้งการพัฒนาเซลล์ต้นกำเนิดของเซลล์สลายกระดูก ที่ให้เกิดโรคข้อเสื่อม โรคกระดูกพรุน ได้โดยจะเข้าไปทำให้แคลเซียมประสานกับกระดูกมากเพิ่มขึ้นยิ่งกว่านั้นยังช่วยในเรื่องของโรคสมอง ไม่ว่าจะเป็นเส้นเลือดตันในสมองเส้นเลือดแตก ที่ทำให้เป็นโรคอัมพฤกษ์ อัมพาตขึ้นรถเซซามินจะเข้าไปช่วยป้องกันเซลล์ประสาทที่ยังดีอยู่ และช่วยฟื้นฟูเซลล์ประสาทที่สลายตัวท้ายที่สุดก็เป็นโรคมะเร็ง ที่นับว่าเป็นโรคที่เกิดมากมายเป็นอันดับ 1 ในเวลานี้ซึ่งเซลล์มะเร็งนั้นจะแพร่ขยายไปอย่างรวดเร็วเนื่องจากมีเส้นเลือดใหม่ที่เกิดขึ้นมาแล้วไปสร้างการหล่อเลี้ยงให้กับเซลล์ของโรคมะเร็งนั้นๆต่อจากนั้นก็จะแพร่ขยายไปเรื่อยซึ่งสารเซซาไม่น ก็จะเข้าไปป้องกันเซลล์พร้อมกับตัดวงจรหรือลดเส้นโลหิตใหม่ที่เป็นน้ำเลี้ยงให้กับเซลล์ของโรคมะเร็งพร้อมกับเบาๆฟื้นฟูสภาพเซลล์ให้คืนมา
โดยผลของการวิจัยในห้องทดลองที่ได้ร่วมกับนักศึกษาปริญญาโท ได้ทดลองกับไข่ไก่ที่ปกติแล้วหลังจากนั้นได้กระทำฉีดเซลล์หรือพิษเข้าไป ก็พบว่าไข่ไก่จะกำเนิดอาการเป็นพิษหรือคล้ายกับการเป็นมะเร็ง จากนั้นก็ทำฉีดสารเซซามิน เข้าไปก็พบว่าการปฏิสังขรณ์ของเซลล์เริ่มกลับมาแล้วก็ได้ทดลองด้วยการฉีดสารเซซามินเข้าไปในไข่ไก่ปกติ แล้วเมื่อเวลาผ่านไป 6 ชั่วโมงถึงฉีดพิษ หรือเซลล์มะเร็งเข้าไป ก็พบว่ามีการคุ้มครองป้องกันเซลล์ได้มากกว่าไข่ไก่ที่ผิดฉีดสารเซซาไม่นอย่างเห็นได้ชัด
การเล่าเรียนทางพิษวิทยา

  • การทดสอบความเป็นพิษ เมื่อฉีดสารสกัดเมล็ดด้วยเอทานอลและก็น้ำ (1:1) เข้าทางช่องท้องของหนูถีบจักร พบว่าขนาดที่ทำให้หนูตายเป็นปริมาณครึ่งเดียว (LD50) มีค่าพอๆกับ 500 มก./กก. น้ำมันจากเม็ดงาไม่กำหนดความเข้มข้น พบว่าเป็นพิษต่อเซลล์เม็ดเลือดแดง รวมทั้งเมื่อฉีดน้ำมันจากเม็ดงาเข้าทางเส้นเลือดดำของกระต่าย พบว่า MIC มีค่าเท่ากับ 0.74 มล./กิโลกรัม เมื่อป้อนอาหารที่มีส่วนผสมของข้าวโพด เม็ดฝ้าย น้ำมันที่ผลิตขึ้นมาจากมะกอก และก็น้ำมันงาให้กับหนูเพศผู้-ภรรยา ในขนาด 0.1, 0.5% ของของกินเป็นระยะเวลานาน 105 วัน พบว่าหนูทุกตัวมีการเปลี่ยนแปลงของระดับไขมันที่ตับ รวมทั้งในหนูเพศภรรยา เยื่อที่
ต่อม thyroid ชนิด microfollicular จะมีจำนวนเซลล์เพิ่มขึ้นมากผิดปกติ  และในหนูทุกตัวที่ป้อนอาหารที่มีส่วนผสมในขนาด 0.5% ของอาหาร พบว่าน้ำหนักของหัวใจเพิ่มมากขึ้น

  • ทำให้เกิดอาการแพ้ มีรายงานว่าคนรับประทานเมล็ดงา แล้วเกิดอาการแพ้อย่างรุนแรง เช่น ในคนเพศชายพบว่ามีอาการแพ้ด้วยการสูดดม และทำ skin prick tests ผล positive และเมื่อรับประทานเมล็ดงาขนาด 2 มก./วัน พบว่าเกิดอาการผื่นขึ้นคล้ายลมพิษ นอกจากนี้มีรายงานในคนเพศหญิง เมื่อรับประทานเมล็ดงาขนาด 10 ก./คน และสูดดม พบว่าเกิดอาการแพ้อย่างรุนแรง มีอาการหอบ จมูกอักเสบ และมีผื่นขึ้นคล้ายลมพิษ และมีรายงานว่าผู้ที่รับประทานเมล็ดงา  และเกิดอาการแพ้แบบ anaphylactic shock เนื่องจากสารในเมล็ดงาไปกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันชนิด non-IgE ผู้ป่วยอายุ 46 ปี เกิดอาการแพ้หลังจากการใช้น้ำมันงาในเยื่อหุ้มฟัน ทำให้เกิด anaphylactic shock ด้วยเช่นกัน มีรายงานในผู้ป่วยที่รับประทานอาหารที่มีงาเป็นส่วนผสม และเกิดอาการแพ้อย่างรุนแรง 10 ราย ผู้ป่วยทุกคนทำ skin prick test ต่องา และตรวจ IgE antibodies พบว่าได้ผล positive ทั้ง 2 ชนิด ทุกคน  และพบว่าสารที่ทำให้เกิดการแพ้อย่างรุนแรงในงาคือ 2S albumin
  • พิษต่อระบบสืบพันธุ์ สารสกัดเมล็ดด้วยบิวทานอล เอทานอล (95%) และน้ำ เมื่อป้อนให้กับหนูขาวเพศเมียขนาด 3.05 ก./กก. กรอกเข้าทางกระเพาะอาหาร พบว่าไม่มีผลต้านการฝังตัวของตัวอ่อน สารสกัดเมล็ดด้วยเอทานอล เมื่อป้อนให้กับหนูขาวที่ตั้งครรภ์ขนาด 200 มก./กก. กรอกเข้าทางกระเพาะอาหาร พบว่าไม่มีผลทำให้แท้ง และไม่มีผลต้านการฝังตัวของตัวอ่อน สารสกัดเมล็ดด้วยเอทานอล:น้ำ (1:1) เมื่อป้อนให้กับหนูขาวเพศเมียทางปากขนาด 200 มก./กก.  พบว่าไม่มีพิษต่อตัวอ่อน สารสกัดเมล็ดด้วยเบนซีนและปิโตรเลียมอีเทอร์  เมื่อป้อนให้กับหนูขาวที่ตั้งครรภ์ทางสายยางให้อาหารขนาด 150 มก./กก. พบว่าไม่เป็นพิษต่อตัวอ่อน น้ำมันจากเมล็ดงาเมื่อป้อนให้หนูที่ตั้งครรภ์ทางสายยางสู่กระเพาะอาหาร ในขนาด 4 มล./ตัว  โดยให้ในช่วงสัปดาห์ที่ 6-10 ของการตั้งครรภ์ พบว่าไม่มีผลทำให้เกิดความพิการของตัวอ่อน
  • พิษต่อเซลล์ สารสกัดทั้งต้นด้วยเอทานอล (90%) ขนาด 0.25 มก./มล. พบว่ามีพิษต่อเซลล์เม็ดเลือดขาวใน

3
เหงือกปลาหมอ
ชื่อสมุนไพร  เหงือกปลาหมอ
ชื่ออื่นๆ/ชื่อท้องถิ่น  แก้มแพทย์ (จังหวัดสตูล) , อีเกร็ง (ภาคกึ่งกลาง) , แก้มหมอเล (กระบี่) , นางเกร็ง,จะเกร็ง ฯลฯ
ชื่อวิทยาศาสตร์     Acanthus ebracteatus Vahl. (เหงือกปลาแพทย์ดอกสีขาว)
Acanthus ilicifolius L. var. ilicifolius (เหงือกปลาแพทย์ดอกสีม่วง)
ชื่อสามัญ  Sea Holly.
สกุล  ACANTHACEAE
ถิ่นกำเนิด เหงือกปลาหมอนับว่าเป็นสมุนไพรท้องถิ่นของไทยพวกเราเพราะเหตุว่ามีประวัติสำหรับในการประยุกต์ใช้เป็นยาสมุนไพรมาตั้งแต่โบราณแล้ว ซึ่งเหงือกปลาหมอนี้เป็นพรรณไม้ที่มักขึ้นที่โล่งแจ้งและมักจะพบได้มากในรอบๆป่าชายเลน หรือตามพื้นที่ชายน้ำริมฝั่งคลอง เจริญวัยก้าวหน้าในที่ร่มและมีความชุ่มชื้นสูง หรือในแถบที่ดินเค็มและไม่ชอบที่ดอน แถบภาคอีสารก็มีรายงายว่าปลูกได้เช่นกัน เหงือกปลาหมอ พบอยู่ 2 จำพวกเป็นประเภทดอกสีขาว Acanthus ebracteatus Vahl พบบ่อยในภาคกึ่งกลางแล้วก็ภาคตะวันออก จำพวกดอกสีม่วง  Acanthus ilicifolius L. พบทางภาคใต้ ทั้งยังเหงือกปลาแพทย์ยังเป็นชนิดไม่ลือชื่อของจังหวัดสมุทรปราการอีกด้วย
ลักษณะทั่วไป

  • ต้นเหงือกปลาแพทย์ เป็นไม้พุ่มขนาดกลาง มีความสูงราว 1-2 เมตร ลำต้นแข็ง มีหนามอยู่ตามข้อของลำต้น ข้อละ 4 หนาม ลำต้นกลม กลวง ตั้งชัน มีสีขาวอมเขียว ลำต้นมีเส้นผ่านศูนย์กลางราวๆ 1.5 ซม.
  • ใบเหงือกปลาแพทย์ ใบเป็นใบเดี่ยว ลักษณะของใบมีหนามคมอยู่ขอบขอบของใบและปลายใบ ขอบใบเว้าเป็นระยะๆผิวใบเรียบเป็นเงาลื่น แผ่นใบสีเขียว เส้นใบสีขาว มีชำเลืองสีขาวเป็นแนวก้าง เนื้อใบแข็งรวมทั้งเหนียว ใบกว้างโดยประมาณ 4-7 เซนติเมตร และยาวประมาณ 10-20 ซม. ใบจะออกเป็นคู่ตรงข้ามกัน ก้านใบสั้น
  • ดอกเหงือกปลาแพทย์ ออกดอกเป็นช่อตั้งตามปลายยอด ยาวโดยประมาณ 4-6 นิ้ว ดังนี้สีของดอกขึ้นอยู่กับประเภทของต้นเหงือกปลาแพทย์เป็น ดอกมีอีกทั้งชนิดดอกสีม่วง หรือสีฟ้า และก็พันธุ์ดอกสีขาว แต่ว่าลักษณะอื่นๆเหมือกันเป็น ที่ดอกมีกลีบรองดอกมี 4 กลีบ กลีบแยกจากกัน ส่วนกลีบเป็นท่อปลายบานโต ยาวประมาณ 2-4 ซม. รอบๆกึ่งกลางดอกจะมีเกสรตัวผู้รวมทั้งเกสรตัวเมียอยู่
  • ผลเหงือกปลาแพทย์ รูปแบบของผลเป็นฝักสีน้ำตาล ลักษณะของฝักเป็นทรงกระบอกกลมรี รูปไข่ ยาวราวๆ 2-3 เซนติเมตร เปลือกฝักมีสีน้ำตาล ปลายฝักป้าน ด้านในฝักมีเมล็ด 4 เม็ด


การขยายพันธุ์ เหงือกปลาแพทย์สามารถแพร่พันธุ์ได้ด้วยแนวทางเพาะเมล็ดและการใช้กิ่งปักชำ แต่ว่าแนวทางที่ได้รับความนิยมและก็สำเร็จผลิตที่ดีหมายถึงการใช้กิ่งปักชำ นำกิ่งที่ไม่แก่และไม่อ่อนจนกระทั่งเหลือเกิน อายุ 1-2 ปี มาชำลงในดินโคลน รอรดน้ำให้เปียก ราวๆ 2 เดือน จะแตกหน่อราก ก็เลยทำย้ายปลูก ก่อนปลูกควรจัดเตรียมแปลงปลูก ระยะปลูก 80x80 เซนติเมตร รองก้นหลุมด้วยปุ๋ยหมักหรือปุ๋ยหมัก ใส่ปุ๋ยคอกหว่านรอบโคนต้นปีละ 2 ครั้งๆละ 1 กิโลกรัม/ต้น ใส่ปุ๋ยบ่อยครั้งขึ้นในเรื่องที่เก็บเกี่ยวผลิตผลบ่อยครั้ง ทำให้ต้นโทรม ใบเป็นสีเหลือง กำจัดวัชพืชดูแลแปลงให้สะอาด
                หลังปลูก 1 ปี ก็เลยจะเก็บผลิตผล โดยตัดกิ่งให้หมออีกทั้งต้น (ตอ) ให้เหลือความยาวกึ่งหนึ่ง เพื่อแตกใหม่ในปีหน้า กิ่งที่ได้นำมาสับเป็นท่อนๆละ 6 นิ้ว นำไปตากแดดจนกระทั่งแห้งดี หรืออบแห้ง กิ่งแล้วก็ใบสด  3 กก. จะตากแห้งได้ 1 กิโลกรัม แล้วก็ผลผลิตจากต้นอายุ 1 ปี ปริมาณ 4 ต้น (กอ) จะมีน้ำหนักสด 1 กก.
องค์ประกอบทางเคมี ในใบเจอสาร : alpha-amyrin, beta-amyrin, ursolic acid apigenin-7-O-beta-D-glucuronide, methyl apigenin-7-O-beta-glucuronate campesterol, 28-isofucosterol, beta-sitosterol ในรากพบสาร : benzoxazoline-2-one, daucosterol, octacosan-1-ol, stigmasterol ต้นเจอสาร : acanthicifoline, lupeol, oleanolic acid, quercetin, isoquercetin, trigonelline , dimeric oxazolinone
สรรพคุณ ยาสมุนไพรพื้นบ้าน ใช้  ใบ ต้มกับน้ำ แก้นิ่วในไต ต้น 10 ส่วน เข้ากับพริกไทย 5 ส่วน ทำเป็นยาลูกกลอน แก้โรคกระเพาะ ขับเลือด เป็นยาอายุวัฒนะ ทั้งยังต้น ใช้รักษาแผลฝีหนอง ใช้  ใบรวมทั้งต้น แก้ตกขาว โดยตำเป็นผุยผงละลายน้ำผึ้ง หรือน้ำมันงา ปั้นเป็นลูกกลอนกิน
               ตำราเรียนยาไทย  ใช้  ใบ รสเค็มกร่อยร้อน ตัดรากฝีด้านใน แล้วก็ภายนอกทุกประเภท แก้น้ำเหลืองเสีย ช่วยทำนุบำรุงรากผม แก้ประดง ใบเป็นยาอายุวัฒนะ รักษาตกขาว , ระดูขาวของสตรี ใบสด แก้ไข้ ผื่นคันฝี แก้ฝีทราง หรือใช้ใบสดนำมาตำอย่างรอบคอบ ใช้พอกบริเวณแผลที่ถูกงูกัด พอกฝี รวมทั้งแผลอักเสบ ต้นรวมทั้งเม็ด มีรสเผ็ดร้อน รักษาฝี แก้โรคน้ำเหลืองเสีย เมล็ด ใช้เป็นยาขับพยาธิ เป็นยาแก้ไอ ขับเลือด แก้ฝี ทั้งยังต้น มีรสเค็มกร่อย อีกทั้งต้นสด รักษาโรคผิวหนังพวกพุพอง น้ำเหลืองเสีย แล้วก็ผื่นคันตามร่างกาย ต้มกินแก้พิษโรคฝีดาษ พิษฝีภายใน ตัดรากฝีทั้งสิ้น แก้โรคผิวหนัง น้ำเหลืองเสีย เป็นยาอายุวัฒนะ ต้มอาบ แก้พิษไข้หัว แก้โรคผิวหนังผื่นคัน ตำพอก ปิดหัวฝี แผลเรื้อรัง คั้นเอาน้ำทาหัวบำรุงรากผม ใช้ยับยั้ง/ต้านมะเร็ว ช่วยเจริญอาหาร บรรเทาอาการปวดศีรษะ ราก ใช้รากสด นำมาต้มเอาน้ำกินเป็นยาแก้โรคงูสวัด บำรุงประสาท แก้อาการหอบหืด ขับเสลด เหงือกปลาแพทย์  5 (ราก,ต้น,ใบ,ผล,เมล็ด) มีสรรพคุณช่วยแก้พิษฝี แก้มะเร็ง ช่วยสำหรับการเจริญอาหาร ช่วยทำให้เลือดลดธรรมดา เป็นยาอายุวัฒนะ
แบบอย่าง/ขนาดการใช้

  • ยั้งโรคมะเร็งต้านทานโรคมะเร็ง นำเหงือกปลาแพทย์ทั้งยัง 5 ส่วน (ราก,ต้น,ใบ,ผล,เม็ด) มาต้มกับน้ำ ดื่มรับประทาน
  • รักษารอบเดือนมาเปลี่ยนไปจากปกติ นำต้นมาตำผสมกับน้ำมันงาและน้ำผึ้งนำมารับประทาน
  • แก้ผื่นคัน นำใบและก็ต้นสดราวๆ 3-4 กำมือเอามาสับต้นน้ำอาบเสมอๆ 3-4 ครั้ง
  • แก้ไข้หนาวสั่น นำต้นมาตำผสมกับขิง
  • แก้ผิวแตกหมดทั้งตัว นำทั้งยังต้นของเหงือกปลาแพทย์ 1 ส่วน และก็ดีปลี 1 ส่วน ใช้ผสมกันบดให้เป็นผุยผงชงกับน้ำร้อนดื่มแก้อาการ
  • ขับเสมหะ บำรุงประสาท แก้ไอ แก้โรคหืด รักษามุตกิดตกขาว นำรากมาต้มกับน้ำ ดื่มกิน
  • รักษาโรคผิวหนัง ขับน้ำเหลืองเสียแก้แผลผุพอง เป็นฝีเป็นประจำนำต้น ใบแล้วก็เม็ดต้มกับน้ำอาบ
  • ปรับปรุงข้ออักเสบ แก้ปวดต่างๆนำใบมาต้มกับน้ำ ดื่มกิน
  • ใช้เป็นยาอายุวัฒนะ ทำให้อายุยืน ร่างกายแข็งแรง เลือดลมไหลเวียนดี เส้นโลหิตไม่ตัน บำรุงผิวพรรณ ด้วยการใช้ทั้งยังต้นเหงือกปลาหมอนำมาตำผสมกับพริกไทยในอัตราส่วน 2:1 แล้วคลุกผสมกับน้ำผึ้ง ปั้นเป็นยาลูกกลอนไว้รับประทาน
  • ช่วยแก้โรคกระษัย อาการผอมบางเหลืองตลอดตัว ด้วยการใช้ทั้งยังต้นของเหงือกปลาหมอนำมาตำเป็นผงรับประทานทุกวี่ทุกวัน
  • แก้อาการร้อนทั้งตัว เจ็บระบบหมดทั้งตัว ตัวแห้ง เวียนศีรษะ หน้ามืดตามัว มือตายตีนตาย ด้วยการใช้ทั้งยังต้นของเหงือกปลาหมอและเปลือกมะรุมอย่างละเสมอกัน ใส่หม้อต้มผสมกับเกลือนิดหน่อย หมาก 3 คำ เบี้ย 3 ตัว วางบนปากหม้อ แล้วใช้ฟืน 30 แท่ง ต้มกับน้ำเดือดจนถึงงวดแล้วชูลง เมื่อเสร็จให้อั้นลมหายใจรับประทานขณะอุ่นๆกระทั่งหมด อาการก็จะ
  • รากช่วยแก้แล้วก็บรรเทาอาการไอ หรือจะใช้เม็ดนำมาต้มดื่มแก้อาการไอก็ได้เหมือนกัน
  • แก้อาการไอ เม็ดใช้ผสมกับดอกมะเฟือง เปลือกอบเชย น้ำตาลกรวด นำมาต้มรวมกันแล้วเอาแต่น้ำมากินเป็นยาแก้ไอ
  • ช่วยแก้โรคกระเพาะ ด้วยการใช้ทั้งต้นและพริกไทย (10:5 ส่วน) ตำผสมปั้นเป็นยาลูกกลอน
  • ช่วยรักษาโรคริดสีดวงทวาร ด้วยการใช้ต้นเหงือกปลาหมอกับขมิ้นอ้อย นำมาตำละลายกับน้ำแล้วทาบริเวณที่เป็นริดสีดวง หรือจะใช้ปรุงกับฟ้าทะลายขโมย ใช้รมหัวริดสีดวงก็ได้


ในปัจจุบันเหงือกปลาหมอ มีการผลิตเป็นผลิตภัณฑ์ยาแคปซูลสมุนไพรเหงือกปลาหมอ ยาชงสมุนไพรรวมทั้งยาเม็ด มีคุณประโยชน์ใช้รักษาโรคผิวหนังทั้งยังเหงือกปลาหมอยังเป็นสมุนไพรที่ใช้เพื่อการอบตัวเป็นการอบตัวด้วยละอองน้ำที่ได้จากการต้มสมุนไพร แล้วก็การอบเปียกแบบเข้ากระโจม โดยเหงือกปลาหมอมีคุณประโยชน์สำหรับรักษาโรคผิวหนัง
ยิ่งไปกว่านี้เหงือกปลาหมอยังเป็นส่วนประกอบในผลิตภัณฑ์เครื่องแต่งหน้าต่างๆยกตัวอย่างเช่น สินค้าเปลี่ยนสีผมและก็สบู่สมุนไพร ฯลฯ
การเรียนรู้ทางเภสัชวิทยา
ฤทธิ์ลดการอักเสบ  ทดสอบน้ำสกัดจากใบแห้ง ความเข้มข้น 500 มคกรัม/มิลลิลิตร กับหนูขาว พบว่าสารสกัดดังที่กล่าวมาข้างต้นมีฤทธิ์ต่อต้านการอักเสบ โดยไปยับยั้งการสร้าง leukotriene B-4 แม้กระนั้นสารสกัดนี้ไม่มีฤทธิ์เป็น serotonin antagonist  เมื่อเร็วๆนี้ มีงานวิจัยว่าสารสกัดด้วยเอทานอลจากทั้งยังต้น ขนาด 500 มคก./มล. มีฤทธิ์ยั้ง 5-lipoxygenase activity ด้วยกลไกสำหรับในการลดการผลิต leukotriene B-4 ถึง 64% แล้วก็สารสกัดด้วยน้ำ ขนาด 500 มคก./มล. ลดได้ 44% แล้วก็มีการพินิจพิจารณาสารสำคัญของเหงือกปลาแพทย์ดอกม่วงที่มีฤทธิ์ต้านทานการอักเสบ พบว่าสารนั้นเป็นพวก dimeric oxazolinone ที่มีสูตรส่วนประกอบเป็น 5,5¢-bis-benzoxazoline-2,2¢-dione
ฤทธิ์ต่อต้านเชื้อแบคทีเรีย มีการทดสอบสารสกัดเอทานอล (90%) จากต้นแห้ง (ไม่เคยทราบความเข้มข้น) กับ Staphylococcus aureus พบว่าสารสกัดนี้ไม่มีฤทธิ์ แม้กระนั้นการทดสอบเมล็ดเหงือกปลาหมอ พบว่ามีฤทธิ์ต่อต้านเชื้อ S. aureus
ฤทธิ์ต่อต้านการเกิดออกซิเดชั่น          มีการทดลองสารสกัดอัลกอฮอล์จากใบของเหงือกปลาหมอดอกม่วง พบว่าสารสกัดนี้มีฤทธิ์ต่อต้านการเกิดอนุมูลอิสระหลายแบบ ดังเช่นว่า superoxide radical, hydroxyl radical, nitric oxide radical และ lipid peroxide เป็นต้น นอกจากนั้นสารสกัดจากส่วนผลด้วยเมทานอล เมื่อทดลองในหนูถีบจักร เจอฤทธิ์ต้านทานการเกิดอนุมูลอิสระ โดยมีขนาดที่ยับยั้งได้ 50% (IC50) คือ 79.67 มคล./มล. และพบฤทธิ์ยั้งการเกิด lipid peroxide โดยขนาดที่ยับยั้งได้ 50% (IC50)เป็น38.4 มคล./มิลลิลิตร
ฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาที่เกี่ยวกับการเพิ่มภูมิต้านทาน  มีการนำสารสกัดน้ำอย่างหยาบคายจากรากของเหงือกปลาหมอมาทำให้ครึ่งบริสุทธิ์ โดยแนวทาง gel filtration (Sephadex G-25) เพื่อเล่าเรียนฤทธิ์เสริมภูมิคุ้มกันที่มีต่อ mononuclear cell (PMBC) ของคนปกติ 20 ราย โดยประเมินผลการเล่าเรียนจาก H3-thymidine uptake พบว่าสารสกัดครึ่งหนึ่งบริสุทธิ์ของเหงือกปลาหมอดอกม่วง ที่ความเข้มข้นต่ำ (10 มคกรัม/มล.) สามารถกระตุ้นการแบ่งตัวของ lymphocytes ได้สูงขึ้นมากยิ่งกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญ (P < 0.05)
การศึกษาทางพิษวิทยา หลักฐานความเป็นพิษแล้วก็การทดสอบความเป็นพิษ
          เมื่อให้สารสกัดลำต้นแห้งด้วยน้ำมันปิโตรเลียมอีเทอร์ ขนาดความเข้มข้น 5 ซีซี/จานเพาะเชื้อ ไม่ทำให้มีการเกิดการก่อกลายจำพวก ใน Salmonella typhimurium TA98 และ TA100 แม้กระนั้นเมื่อให้สารสกัดด้วยน้ำจากส่วนรากกับหนูเพศเมียขนาด 2.7 และ 13.5 กรัม/กิโลกรัม ตรงเวลา 12 เดือน เจอความเป็นพิษต่อตับในตัวทดลอง
หลักฐานความเป็นพิษ และยังมีการวิจัยเกี่ยววกับการทดสอบความเป็นพิษของเหงือกปลาแพทย์อีกจำนวนไม่น้อยบอกว่า เมื่อฉีดสารสกัดพืชทั้งยังต้นด้วยเอทานอล (90%) เข้าทางช่องท้องของหนูถีบจักร ขนาดที่ทำให้หนูตายเป็นจำนวนกึ่งหนึ่ง (LD50) มีค่ามากยิ่งกว่า 1 กรัม/กิโลกรัม ส่วนสารสกัดใบด้วยเมทานอลและก็น้ำ (1:1) ฉีดเข้าท้องหนูถีบจักรเพศผู้ ค่า LD50 มีค่ามากกว่า 1 กรัม/กก. และสารสกัดจากใบร่วมกับต้นด้วยเมทานอลแล้วก็น้ำ (1:1) ฉีดเข้าช่องท้องหนูถีบจักรเพศผู้เช่นกัน ค่า LD50 เท่ากับ 750 มิลลิกรัม/กก. สารสกัดจากต้นด้วยเมทานอลและน้ำ (1:1) ค่า LD50 มีค่ามากกว่า 1 กรัม/กิโลกรัม เมื่อกรอกสารสกัดใบร่วมกับก้านใบ ลำต้น รากแห้ง ด้วยน้ำหรือน้ำร้อน หรือฉีดเข้าท้องของหนูถีบจักร (ไม่กำหนดขนาด) ไม่นำมาซึ่งพิษ และก็เมื่อกรอกสารสกัดรากแห้งด้วยน้ำให้หนูถีบจักร ในขนาด 0.013 มิลลิกรัม/สัตว์ทดสอบ ไม่เจอพิษ  ทั้งมีการศึกษาเล่าเรียนถึงพิษของเหงือกปลาหมอดอกม่วงแบบทันควันและก็แบบกึ่งเฉียบพลันในหนูประเภทสวิส โดยใช้ส่วนสกัดจากใบรวมทั้งรากแยกกัน ในขนาดความเข้มข้นต่างๆพบว่า สารสกัดดังที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้นไม่มีพิษอย่างเฉียบพลัน แต่การใช้เหงือกปลาแพทย์ในขนาดสูงๆเป็นระยะเวลาที่ยาวนานอาจจะเป็นผลให้เป็นผลข้างเคียงต่อระบบฟุตบาทปัสสาวะได้ รวมถึงมีการทดสอบนำสารสกัดจากรากเหงือกปลาหมอกับ mononuclear cell (PMBC) ของคนภายในหลอดทดลองโดยใช้สารสกัดอย่างหยาบ พบว่าสารสกัดดังที่กล่าวถึงแล้ว ขนาด 100 มคกรัม/มิลลิลิตร เป็นพิษต่อ PBMC (P< 0.05) แต่ว่าเมื่อนำสารสกัดหยาบคายมาทำให้ครึ่งหนึ่งบริสุทธิ์โดยแนวทาง gel filtration (Sephadex G-25) พบว่าสารสกัดครึ่งหนึ่งบริสุทธิ์ที่ได้ไม่เป็นพิษต่อ PMBC ที่เลี้ยงเอาไว้ภายในหลอดทดสอบถึงจะใช้ในความเข้มข้น 1,000 มคก./มิลลิลิตร
การต้านการฝังตัวของตัวอ่อน ให้สารสกัดเอทานอล (90%) ขนาด 100 มิลลิกรัม/กิโลกรัม กับหนูขาวที่ท้อง พบว่าสารสกัดนี้ไม่มีฤทธิ์ต้านทานการฝังตัวของตัวอ่อน
คำแนะนำ/ข้อควรไตร่ตรอง หากแม้ในการค้นคว้าทางด้านพิษวิทยาและก็การทดสอบความเป็นพิษของเหงือกปลาแพทย์ทั้งยังจำพวกดอกสีม่วงและก็จำพวกดอกสีขาว จะส่งผลการเรียนระบุว่า ไม่มีพิษแต่อย่างไรก็ดี การใช้สมุนไพรเหงือกปลาหมอก็คล้ายกับการใช้สมุนไพรจำพวกอื่นซึ่งก็คือ ไม่สมควรใช้ในขนาดและจำนวนที่สูง และใช้เป็นเวลานาน เนื่องจากอาจจะทำให้เกิดความไม่ปกติหรือผลกระทบต่อระบบต่างๆของร่างกายได้
เอกสารอ้างอิง

  • เอมอร โสมนะพันธุ์ 2543. สมุนไพรและผักพื้นบ้านกับโรคเอดส์และโรคฉวยโอกาส ในโครงการสัมมนาวิชาการ เรื่อง การดูแลผู้ติดเชื้อเอดส์ด้วยสมุนไพรและผักพื้นบ้าน, 19-21 เมษายน 2543 ณ. ห้องประชุมตะกั่วป่า โรงแรมเจ.บี. อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา หน้า 1-26.
  • Hoult JRS, Houghton PJ, Laupattarakesem P.  Investigation of four Thai medicinal plants for inhibition of pro-inflammatory eicosanoid synthesis in activated leukocytes.  J Pharm Pharmacol Suppl 1997;49(4):218.
  • Ghosh, A. et al. 1985. Phytochemistry, 24(8) : 1725-1727. http://www.disthai.com/
  • จงรัก วัจนคุปต์.  การตรวจหาสมุนไพรที่มีอำนาจทำลายเชื้อแบคทีเรีย.  Special Project Chulalongkorn Univ, 2495.
  • เหงือกปลาหมอ.ฐานข้อมูลสมุนไพร.คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี.
  • Nair, A.G.R. and Pouchaname, V. 1987. J. Indian Chem Soc. 64(4) : 228-229.
  • Bhakuni DS, Dhawan BN, Garg HS, Goel AK, Mehrotra BN, Srimal RC, Srivastava MN.  Bioactivity of marine organisms:part VI-screening of some marine flora from Indian coasts.  Indian J Exp Biol 1992;30(6):512-7.
  • Laupattarakesem P, Houghton PJ, Hoult JRS.  An evaluation of the activity related to inflammation of four plants used in Thailand to treat arthritis.  J Ethnopharmacol 2003;85:207-15
  • Bunyapraphatsara N, Srisukh V, Jutiviboonsuk A, et al. Vegetables from the mangrove areas. Thai J Phytopharm 2002;9(1):1-12
  • Minocha, P.K. and Tiwari, K.P. 1981. Phytochemistry, 20: 135-137.
  • ชุลี มาเสถียร ผ่องพรรณ ศิริพงษ์ จงรักษ์ เพิ่มมงคล.  ฤทธิ์สร้างเสริมภูมิคุ้มกันของสารสกัดจากรากเหงือกปลาหมอที่มีต่อ lymphocytes ของคนในหลอดทดลอง.  Bull Fac Med Tech Mahidol Univ 1991;15(2):104.
  • D’Souza L, Wahidulla S, Mishra PD.  Bisoxazolinone from the mangrove Acanthus ilicifolius.  Indian J Chem, Sect B: Org Chem Incl Med Chem 1997;36B(11):1079-81.
  • เหงือกปลาหมอดอกขาว.สมุนไพรที่มีการใช้ในผู้ติดเชื้อและผู้ป่วยเอดส์.สำนักงานข้อมูลสมุนไพรคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล.
  • Babu BH, Shylesh BS, Padikkala J.  Antioxidant and hepatoprotective effect of Acanthus ilicifolius.  Fitoterapia 2001;72(3):272-7.
  • เหงือกปลาหมอดอกม่วง.สมุนไพรที่มีการใช้ในผู้ติดเชื้อและผู้ป่วยเอดส์.สำนักงานสมุนไพรคณะเภสัชมหาวิทยาลัยมหิดล.
  • Srivatanakul P, Naka L.  Effect of Acanthus ilicifolius Linn. in treatment of leukemic mice.  Cancer J (Thailand) 1981;27(3):89-93.
  • ปิยวรรณ ญาณภิรัต สุนันทา จริยาเลิศศักดิ์ จงรักษ์ เพิ่มมงคล และคณะ.  การศึกษาเบื้องต้นเกี่ยวกับพิษของสมุนไพรเหงือกปลาหมอในหนูขาว.  วารสารโรคมะเร็ง 530;13(1):158-64.
  • Piyaviriyakul S, Kupradinun P, Senapeng B, et al. Chronic toxicity of Acanthus ebracteatus Vahl. in rat.  Poster Session 6th National Cancer Conference, Bangkok, Dec. 3-4, 2001.
  • Nakanishi K, Sasaki SI, Kiang AK, et al.  Phytochemical survey of Malaysian plants. Preliminary chemical and pharmacological screening.  Chem Pharm Bull 1965;13(7):882-90. 
  •    Jongsuwat Y.  Antileukemic activity of Acanthus ilicifolius.  Master Thesis, Chulalongkorn University, 1981:151pp.
  • Rojanapo W, Tepsuwan A, Siripong P.  Mutagenicity and antimutagenicity of Thai medicinal plants.  Basic Life Sci 1990;52:447-52.


4
การบูร (Camphor)
การบูรเป็นอย่างไร การบูรเป็นชื่อของต้นไม้ ที่มีผลึกแทรกอยู่ตามรอยแตกของเนื้อไม้รวมทั้งยังสามารถนำลำต้น,ราก,ใบ มากลั่นหรือสกัดจนได้ผลึกดังที่กล่าวถึงแล้วอีกทางหนึ่งด้วย ซึ่งเมื่อก่อน คำว่า “การบูร” มาจากภาษาสันสกฤตว่า “Karapur” หรือ “กรปูร” ซึ่งแปลว่า “หินปูน” เพราะว่าโบราณเข้าใจว่าผนึกนี้เป็นพวกหินปูนที่มีกลิ่นหอม ต่อมาชื่อนี้ฟั่นเฟือนเป็น “การบูร” แล้วก็เป็น “การบูร” ในตอนนี้ (นักเขียนเข้าใจว่า ชื่อการบูรนี้อาจถูกเรียกจากผลึกที่ได้แล้วจากนั้นจึงค่อยนำมาตั้งชื่อต้นไม้ที่ให้ผลึก) ส่วนรูปแบบของผลึกการบูรนั้น มีลักษณะเป็นผลึกหรือเกล็ดกลมๆเล็กๆมันวาว สีขาวแห้ง มีกลิ่นหอมยวนใจเย็นฉุน  มักจะจับกันเป็นก้อนร่วนๆแตกง่าย  หากทิ้งเอาไว้ภายในอากาศ  จะระเหิดไปหมด มีรสร้อนปร่าเมา
สูตรทางเคมีแล้วก็สูตรองค์ประกอบ ผลึกการบูรมีชื่อสามัญว่า Camphor, Gum camphor, Formosan camphor, Laurel camphor เป็นสารประกอบกรุ๊ปเทอร์พีนที่พบได้จากต้นการบูรมีความไวไฟ มีชื่อตาม IUPAC ว่า 1,7,7-trimethylbicyclo 2.2.1heptan-2-one และก็มีชื่ออื่นๆอาทิเช่น 2-bornanone, 2-camphanone bornan-2-one, Formosa  มีสูตรเคมี C10H16O มีน้ำหนักโมเลกุล 152.23 ความหนาแน่น 0.990 มีจุดหลอมเหลวที่ 179.75 องศาเซลเซียส (452.9 K) จุดหลอมเหลว 204 องศาเซลเซียส (477K) สามารถละลายน้ำได้ และก็มีสูตรองค์ประกอบดังต่อไปนี้
ที่มาที่ไป ตามที่ได้กล่าวไปแล้วว่าผลึกการบูรได้มาจากการระเหิดของยางจากเนื้อไม้ของต้นการบูรแล้วก็ผู้กระทำลั้นหรือสกัด ลำต้น ราก ใบ ต้น การบูร ซึ่งมีข้อมูลทางวิชาพฤกษศาสตร์ของต้นการบูรเป็น สมุนไพรการบูร มีชื่อแคว้นอื่นๆว่า การะบูน การบูร (ภาคกึ่งกลาง), อบเชยญวน (ไทย), ประพรมเส็ง (งู), เจียโล่ (จีนแต้จิ๋ว), จางมู่ จางหน่าว (จีนกลาง) ฯลฯ ชื่อวิทยาศาสตร์  Cinnamomum camphora (L.) J. Presl.ชื่อพ้องวิทยาศาสตร์Camphora camphora (L.) H.Karst., Camphora hahnemannii Lukman., Camphora hippocratei Lukman., Camphora officinarum Nees, Camphora vera Raf., Camphorina camphora (L.) Farw., Cinnamomum camphoriferum St.-Lag., Cinnamomum camphoroides Hayata, Cinnamomum nominale (Hats. & Hayata) Hayata, Cinnamomum officinarum Nees ex Steud., Laurus camphora L., Persea camphora (L.) Spreng.  ชื่อตระกูล Lauraceae
การบูร เป็นพรรณไม้ประจำถิ่นของเมืองจีน ญี่ปุ่น และไต้หวัน และมีการกระจายจำพวกไปในแถบ   เมดิเตอร์เรเนียน อินโดนีเซีย อินเดีย อียิปต์ แอฟริกาใต้ จาแร่กลีบหิน บราซิล ประเทศสหรัฐอเมริกา และก็ประเทศไทย โดยจัดเป็นไม้ยืนต้นขนาดใหญ่ ลักษณะเป็นทรงพุ่มกว้างและก็ทึบ มีความสูงของต้นได้ถึง 30 เมตร ลำต้นมีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางถึง 1.5 เมตร เปลือกต้นเป็นสีน้ำตาล ผิวหยาบ ส่วนเปลือกกิ่งเป็นสีเขียวหรือเป็นสีน้ำตาลอ่อน ลำต้นและก็กิ่งเรียบไม่มีขน ส่วนเนื้อไม้เป็นสีน้ำตาลปนแดง เมื่อเอามากลั่นแล้วจะได้ “การบูร” ทุกส่วนของต้นการบูรจะมีกลิ่นหอมหวน โดยเฉพาะที่ส่วนที่ของรากและก็โคนต้น ขยายพันธุ์ด้วยแนวทางเพาะเมล็ด รวมทั้งขั้นตอนการปักชำ
ใบเป็นใบผู้เดียว ออกเรียงสลับ รูปรี หรือรูปรีแกมรูปไข่ กว้าง 2.5-5.5 ซม. ยาว 5.5-15 ซม. ปลายใบเรียวแหลม โคนใบป้านหรือกลม ขอบของใบเรียบหรือเป็นคลื่นนิดหน่อย แผ่นใบค่อนข้างจะเหนียว ข้างบนสีเขียวเข้ม เป็นมัน ข้างล่างสีเขียวอมเทาหรือนวล ไม่มีขน เมื่อขยี้จะมีกลิ่นหอมเหมือนกลิ่นการบูร เส้นใบขึ้นตรงมาจากโคนใบราวๆ 3-8 มม. แล้วแยกออกเป็น 3 เส้น ตรงมุมที่มีเส้นใบแยกออกนั้นมีต่อม 2 ต่อม และก็ตามเส้นกลางใบอาจมีต่อมเกิดขึ้นตรงมุมที่มีเส้นใบแยกออกไป ก้านใบยาว 2-3 ซม. ไม่มีขน ตาใบมีเกล็ดซ้อนเหลื่อมล้ำหุ้มห่ออยู่ เกล็ดชั้นนอกเล็กมากยิ่งกว่าเกล็ดชั้นในตามลำดับ
ดอกช่อแบบแยกแขนงออกตามเป็นกลุ่มบริเวณง่ามใบ ดอกเล็กสีขาวอมเหลืองหรืออมเขียว ก้านดอกสั้นมากมาย กลีบรวมมี 6 กลีบ เรียงเป็น 2 วง วงละ 3 กลีบ รูปรี ปลายมน ข้างนอกหมดจด ด้านในมีขนละเอียด เกสรเพศผู้มี 9 อัน เรียงเป็น 3 วง วงละ 3 อัน อับเรณูของวงที่ 1 รวมทั้งวงที่ 2 หันหน้าเข้าด้านใน ก้านเกสรมีขน ส่วนอับเรณูของวงที่ 3 เบือนหน้าออกภายนอก ก้านเกสรออกจะใหญ่ มีต่อม 2 ต่อมอยู่ใกล้โคนก้าน  ต่อมรูปไข่กว้างแล้วก็มีก้าน อับเรณูมีช่องเปิด 4 ช่อง เรียงเป็น 2 แถว แถวละ 2 ช่อง มีลิ้นเปิดทั้งยัง 4 ช่อง เกสรเพศผู้เป็นหมันมี 3 อัน อยู่ภายในสุด รูปร่างคล้ายลูกศร มีขนแต่ไม่มีต่อม รังไข่รูปไข่ ไม่มีขน ก้านเกสรเพศเมียยาวประมาณ 1 มม. ไม่มีขน ปลายเกสรเพศเมียกลม ใบประดับประดาเรียวยาว ร่วงง่าย มีขนอ่อนนุ่มผลรูปไข่ หรือกลม สำเร็จมีเนื้อ ยาว 6-10 มิลลิเมตร สีเขียวเข้ม เมื่อสุกเปลี่ยนเป็นสีดำ มีฐานดอกซึ่งเจริญเติบโตขึ้นมาเป็นแป้นรองรับผลมีเมล็ด 1 เม็ด มีดอกราวเดือนมิถุนายนถึงเดือนกรกฎาคมซึ่งการบูรจากธรรมชาตินั้น เป็นผลึกที่แทรกอยู่ในเนื้อไม้ของต้นการบูร ที่เกิดอยู่ทั่วๆไปต้น ชอบอยู่ตามรอยแตกของเนื้อไม้ มีมากที่สุดในแก่นของราก รองลงมาที่แก่นของต้น ส่วนที่อยู่ใกล้โคนต้นจะมีการบูรมากกว่าส่วนที่อยู่สูงมากขึ้นมา ในใบและยอดอ่อนมีการบูรอยู่น้อย รวมทั้งจะมีน้อยกว่าใบแก่  ส่วนการสร้างการบูร จะใช้กรรมวิธีการกลั่นด้วยละอองน้ำ (ซึ่งอาจไม่อาจจะกลั่นการบูรได้เองภายในครัวเรือน เนื่องด้วยจำต้องใช้เครื่องใช้ไม้สอยที่เฉพาะ) โดยนำส่วนต่างๆของลำต้นและรากการบูรที่แก่เกิน 40 ปี มาหั่นเป็นชิ้นเล็กๆแล้วนำไปกลั่น เมื่อกลั่นจนได้น้ำมันหอมระเหย การบูรจะกลายเป็นผลึกเป็นก้อนสีขาวๆแยกออกมาจากน้ำมันหอมระเหย ต่อจากนั้นก็เลยกรองแยกเอาผลึกการบูร (อาจเอามาทำให้บริสุทธิ์โดยการระเหิด) การบูรที่ได้นี้เรียกว่า refined camphor หรือ resublimed camphor แต่ว่าในประเทศอเมริกา จะใช้ใบและยอดอ่อนของต้นที่แก่ 5 ปีขึ้นไปแทน แม้ว่าจะให้ปริมาณการบูรน้อยกว่า แต่สามารถตัดใบและก็ยอดอ่อนมากลั่นได้ทุกๆสองเดือน ในทุกวันนี้การบูรแทบทั้งหมดได้จากกรรมวิธีการครึ่งสังเคราะห์จากสารตั้งต้นเป็นแอลฟา-ไพนีน (alpha-pinene) ที่ได้จากน้ำมันสน
คุณประโยชน์/สรรพคุณ
แบบเรียนยาไทย: “การบูร”  มีรสร้อนปร่าเมา ใช้ทาถูนวดแก้ปวด แก้เคล็ดบวม ปวดเมื่อย แพลง แก้กระตุก แก้ปวดข้อ แก้ปวดเส้นประสาท แก้รอยผิวหนังแตก แก้พิษแมลงต่อย และก็โรคผิวหนังเรื้อรัง เป็นยายับยั้งเชื้ออย่างอ่อน ขับเหงื่อ ขับเสมหะ ขับเยี่ยว แก้ไข้หวัด และขับลม บำรุงธาตุ บำรุงกำหนัด ยากระตุ้นหัวใจ บำรุงหัวใจ ใช้เป็นส่วนประกอบในยาหอมต่างๆตัวอย่างเช่น ยาหอมเทพจิตร นอกเหนือจากนี้ยังใช้แก้อาการชักบางชนิด ใช้การบูร 1-2 เกรน แก้ปวดขัดตามเส้นประสาท ข้อบวมเป็นพิษ แก้กลยุทธ์บวม เส้นสะดุ้ง กระตุก ปวดเมื่อยพลิก แก้เจ็บท้อง ท้องเสีย ขับน้ำเหลือง แก้เลือดลม บำรุงกำหนัด ขับเหงื่อ ขับเสมะหะ บำรุงธาตุ แก้โรคตา กระจายลม ขับผายลม เอามาผสมเป็นขี้ผึ้ง เป็นยาร้อน ใช้ทาแก้เพื่อถอนพิษอักเสบเรื้อรัง ปวดยอกตามกล้าม สะบักจม ทรวงอก ปวดร้าวตามเส้นเอ็น โรคปวดผิวหนัง รอยผิวแตกในช่วงฤดูหนาว แก้พิษสัตว์กัดต่อย วางในห้องหรือตู้เก็บเสื้อผ้าไล่ยุงและแมลง
          บัญชียาจากสมุนไพร: ที่มีการใช้ตามองค์ความรู้เริ่มแรก ตามประกาศคณะกรรมการพัฒนาระบบยาแห่งชาติ ในบัญชียาหลักแห่งชาติ ปรากฏการใช้การบูร ร่วมกับสมุนไพรประเภทอื่นๆในตำรับ ในยารักษาหลายกลุ่มอาการ ยกตัวอย่างเช่น  “ยาธาตุบรรจบ” มีคุณประโยชน์ของตำรับ ใช้ทุเลาอาการท้องอืดเฟ้อ และก็อาการอุจจาระธาตุพิการ ท้องเสียที่ไม่ติดเชื้อโรค ฯลฯ, ตำรับ “ยาแก้ลมอัมพฤกษ์” มีส่วนประกอบของการบูรร่วมกับสมุนไพรจำพวกอื่นๆในตำรับ มีคุณประโยชน์ของตำรับสำหรับการบรรเทาลักษณะของการปวดตามเส้นเอ็น กล้าม มือ เท้า ตึงหรือชา ตำรับ "ยาประสะไพล" มีส่วนประกอบของการบูรร่วมกับสมุนไพรชนิดอื่นๆในตำรับ มีคุณประโยชน์ของตำรับสำหรับการรักษาเมนส์มาไม่บ่อยนักหรือมาน้อยกว่าธรรมดา บรรเทาอาการปวดระดู  รวมทั้งขับน้ำคาวปลาในหญิงหลังคลอดลูก
ในทางการแพทย์แผนปัจจุบันพบว่าการบูรดูดซึมทางผิวหนังได้ดิบได้ดี แล้วก็รู้สึกเย็นเมื่อสัมผัสกับผิวหนังเช่นเดียวกับเมนทอล มีฤทธิ์เป็นยาชาและก็ต่อต้านจุลินทรีย์อย่างอ่อนๆใช้ทาเฉพาะที่แก้กลยุทธ์บวม ปวดเมื่อย แพลง แก้พิษแมลงสัตว์กัดต่อย รวมทั้งโรคผิวหนัง นอกเหนือจากนี้ยังมีฤทธิ์กระตุ้นระบบประสาทศูนย์กลาง นอกจากนี้ยังมีการนำการบูรมาใช้ประโยชน์อื่นๆอีกอาทิเช่น

  • ช่วยแก้รอยผิวหนังแตกในฤดูหนาว
  • การบูรเมื่อเอามาวางในห้องหรือตู้สำหรับใส่เสื้อผ้าจะสามารถช่วยไล่ยุงและแมลง แล้วก็ยังนำมาผสมเป็นตัวกำจัดกลิ่นอับในรองเท้าได้อีกด้วย
  • กิ่งรวมทั้งใบสามารถนำมาใช้แต่งกลิ่นของกินแล้วก็ของหวานได้ ได้แก่ ผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับเนื้อสัตว์ ไส้กรอก เบคอน ข้าวบุหรี่ไก่ ลูกอม แยม เยลลี่ เครื่องดื่มวัวค้างวัวลา สุรา หรือใช้เป็นส่วนประกอบในเครื่องพะโล้ เครื่องแกงแกงมัสมั่น ผงกะหรี่ คุกกี้ ขนมเค้ก ฯลฯ ใช้แต่งกลิ่นยาและก็ใช้เป็นส่วนประกอบของอาหารประเภทผักดอง ซอส เป็นต้น
การศึกษาเล่าเรียนทางเภสัชวิทยา

  • รากของต้นการบูรมีน้ำมันหอมระเหย 3% ซึ่งประกอบไปด้วย azulene, cadinene, camphene, camphor, carvacrol, cineol, citronellol, citronellic acid, fenochen, limonene, phellandene, pinene, piperiton, piperonylic acid, safrole และก็ terpineol ส่วนใบของต้นการบูรเจอ camphor แล้วก็ camperol
  • เนื้อไม้ของต้นการบูรเมื่อเอามากลั่นด้วยไอน้ำ จะได้การบูรและก็น้ำมันหอมระเหยรวมกันประมาณ 1% ซึ่งมี acetaldehyde, betelphenol, caryophyllen, cineole, eugenol, limonene, linalool, orthodene, p-cymol, และ salvene
  • ราก กิ่ง และใบ เจอน้ำมันระเหยโดยเฉลี่ยโดยประมาณ 3-6% โดยในน้ำมันระเหยจะมีสารการบูรอยู่ประมาณ 10-50% และก็พบว่าต้นการบูรยิ่งมีอายุมากเท่าไหร่ จะพบว่ามีสารการบูรมากตามไปด้วย โดยพบสาร ต่างๆดังเช่น Azulene, Bisabolone, Cadinene, Camphorene, Carvacrol, Safrol ฯลฯ
  • ฤทธิ์ต้านทานการอักเสบ เรียนฤทธิ์ต้านการอักเสบในหลอดทดลองของการบูร โดยนำสารสกัดหยาบคายจากใบการบูร สกัดด้วย 80% methanol แล้วนำสารสกัดที่ได้ มาผ่านการแยกโดยใช้  hexane และก็ ethyl acetate (EtOAc) จากการทดลองพบว่าสารสกัด hexane และ EtOAc ขนาด 100 μg/ml ของการบูร สามารถยับยั้งการผลิตสารที่เกี่ยวโยงกับการอักเสบได้แก่  interleukin (IL)-1b, IL-6 และก็ tumor necrosis factor (TNF-α) จากเซลล์แมคโครฟาจ RAW 264.7 cells ของหนู ซึ่งถูกกระตุ้นโดย  lipopolysaccharide (LPS) ได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติได้ในช่วง 20-70% และสามารถยับยั้งการผลิต nitric oxide (NO) ซึ่งเป็นสารที่ทำให้มีการเกิดการอักเสบ ได้ 65% สารสกัดหยาบด้วย 80% methanol  แล้วก็ส่วนสกัดย่อย hexane และ ethyl acetate สามารถยั้งการผลิต prostaglandin E2 (PGE2) ซึ่งเป็นสารที่เกิดขึ้นในขบวนการอักเสบ ในเซลล์ macrophages ของหนูที่ถูกกระตุ้นด้วย LPS หรือ IFN-gamma ได้ 70% รวมทั้งสารสกัด hexane  รวมทั้ง ethyl acetate ในขนาด 100 μg/ml สามารถยับยั้งการกระตุ้น β1-integrins (CD29) ซึ่งเกี่ยวโยงกับการหยุดยั้งไม่ให้มีการจับกลุ่มของโมเลกุล แล้วก็เซลล์ในระบบภูมิคุ้มกันที่จะมารวมตัวกันรอบๆที่เกิดการอักเสบ โดยสามารถยับยั้งได้ 70-80% ดังนั้นก็เลยสรุปได้ว่าสารสกัดจากใบการบูรมีฤทธิ์ต้านการอักเสบโดยเกี่ยวโยงกับการขัดขวาง cytokine, NO และก็ PGE2
  • ฤทธิ์ยั้งเชื้อแบคทีเรีย การเรียนรู้ฤทธิ์ยับยั้งการเจริญของเชื้อแบคทีเรีย Escherichia coli, Staphylococcus aureus (เป็นเชื้อที่ก่อโรคระบบทางเดินอาหาร แผล ฝีหนอง และอีกหลายระบบภายในร่างกาย) ของสาร camphor ที่สกัดได้จากต้นการบูร และก็เป็นส่วนประกอบหลักของ essential oil จากต้นการบูร ทดสอบด้วยแนวทาง agar disk diffusion วัดผลด้วยการประเมินค่า inhibition zone พบว่า camphor ในขนาดความเข้มข้น 2% สามารถยั้งการก้าวหน้าของเชื้อ S. aureus ได้ แม้กระนั้นไม่เป็นผลยับยั้งเชื้อ E.coli


การเรียนทางพิษวิทยา การทดลองความเป็นพิษ เมื่อฉีดสารสกัดส่วนที่อยู่เหนือดินของต้นการบูรด้วยเอธานอล-น้ำ เข้าท้องหนูถีบจักรพบว่าขนาดที่ทำให้สัตว์ทดลองตายครึ่งเดียวมากกว่า 1 กรัม/กก. เมื่อป้นส่วนที่เป็นไขมันให้สุนัขในขนาด 5 ซีซี/กิโลกรัม ไม่เจอพิษ
มีแถลงการณ์ว่าการกินการบูร ขนาด 3.5 กรัม ทำให้เสียชีวิตได้ แล้วก็ถ้ารับประทานเกินทีละ 2 กรัม จะก่อให้หมดสติ แล้วก็เป็นพิษต่อระบบทางเดินอาหาร ไต รวมทั้งสมอง อาการแสดงเมื่อได้รับพิษเป็นคลื่นไส้ อ้วก ปวดหัว ตาลายศีรษะ กล้ามเนื้อสั่น กระตุก เกิดการชัก สมองดำเนินการบกพร่อง เกิดภาวะสับสน ทั้งนี้
ขึ้นกับขนาดที่ได้รับ ปกติแล้วร่างกายมีการกำจัดการบูรเมื่อรับประทานเข้าไป ผ่านการเมทาบอลิซึมที่ตับ โดยการบูรจะถูกเปลี่ยนเป็นสารกลุ่มแอลกอฮอล์ โดยการเติมออกสิเจนในโมเลกุล กำเนิดเป็นสาร campherolแล้วจะจับกับ glucuronic acid ในตับ กำเนิดเป็นสารประกอบที่ละลายน้ำได้ แล้วก็ถูกขับออกทางฉี่ แต่ถ้าหากได้รับในจำนวนสูงเกินไป ก็จะมีการตกค้างจนกระทั่งก่อให้เกิดอันตรายต่อตับ แล้วก็ไตได้
         การสูดดมการบูร ที่มีความเข้มข้นในอากาศมากกว่า 2 ppm (2 ส่วนในล้านส่วน หรือ 2 mg/m3) จะทำให้กำเนิดอาการเล็กน้อยถึงปานกลาง เป็นต้นว่า การระคายเคืองต่อจมูก ตา รวมทั้งคอ ขนาดที่นำมาซึ่งการก่อให้เกิดพิษร้ายแรงต่อชีวิต และสุขภาพคือ 200 mg/m3ความเป็นพิษของการบูรที่เกิดจากการกิน ดังเช่นว่า คลื่นไส้ คลื่นไส้ ปวดท้อง ปวดศีรษะ ชัก หมดสติ หรือบางทีอาจทำให้เป็นอันตรายถึงชีวิตจากภาวะระบบการหายใจล้มเหลว โดยขนาดของการบูรที่กระตุ้นแล้วส่งผลให้มีการเกิดอาการพิษที่รุนแรง (ชัก หมดสติ) ในคนแก่เป็น34 mg/kg
        นอกจากนี้ยังมีรายงานว่า การกินน้ำมันการบูรในขนาด 3-5 mL ที่มีความเข้มข้น  20% หรือมากกว่า 30 mg/Kg จะมีผลให้เสียชีวิตได้ มีรายงาน case report  เจาะจงไว้ว่า มีเด็กหญิงอายุ 3 ปีครึ่ง ทานการบูรเข้าไป โดยไม่รู้ขนาดที่กิน  ปรากฏว่ามีอาการชักแบบกล้ามเนื้อเกร็งตลอดตัวโดยไม่มีการกระตุก (generalised tonic seizures) นาน 20-30 นาที ก่อนที่จะมาถึงโรงหมอ  ผลของการตรวจทางห้องปฏิบัติการพบว่า ระดับน้ำตาล ระดับ electrolytes รวมทั้งระดับแคลเซียม มีค่าธรรมดา การตรวจคลื่นไฟฟ้าสมอง (Electroencephalography (EEG) พบว่ามีค่าปกติ แล้วก็มีลักษณะอาเจียน 1 ครั้ง เมื่อมาถึงโรงพยาบาล เจอสารสีขาว แล้วก็มีกลิ่นการบูรรุนแรงจากการอ้วก
ขนาด/จำนวนที่ควรที่จะใช้ ในการรักประทานยังไม่มีข้อมูลที่รับรองชัดแจ้งว่าควรบริโภคการบูรเท่าไร ที่จะไม่เป็นอันตรายต่อสุขภาพแม้กระนั้นในด้านการสูดดมมีการคำนวณว่าในสารที่ผสมการบูรเสร็จแล้ว ไม่สมควรเกินกว่า 2 ppm ซึ่งแปลว่า มีจำนวนของการบูร 2 มิลลิกรัมในสารละลาย 1 ลิตร เพราะฉะนั้นสำหรับการใช้การบูรทั้งยัง การกินและก็การสูดดมความต้องระวังและก็ใช้ตามคำแนะนำอย่างเคร่งครัด
คำแนะนำ/ข้อควรคำนึง

  • สตรีท้อง ไม่ควรกินการบูร
  • ผู้ที่เป็นโรคท้องผูกริดสีดวงทวารฉี่แสบขัดเป็นเลือดไม่สมควรรับประทาน
  • น้ำมันการบูรที่มีสีเหลืองหรือน้ำตาลห้ามใช้ เพราะว่ามีความเป็นพิษสูง
  • ความเข้มข้นของกลิ่นการบูรที่มีมากอาจจะก่อให้ก่อให้เกิดอันตรายต่อร่างกาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งปอดแล้วก็ตับได้
เอกสารอ้างอิง

  • (ดร.วิทย์ เที่ยงบูรณธรรม). “การะบูน , การบูร”.   หนังสือพจนานุกรมสมุนไพรไทย, ฉบับพิมพ์ครั้งที่ 5.  หน้า 60-62.
  • Chen W, Vermaak I, Viljoen A. Camphor-A Fumigant during the Black Death and a Coveted Fragrant Wood in Ancient Egypt and Babylon-A Review. Molecules. 2013:18;5434-5454.
  • “การบูร Camphor Tree”. (คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล).    หนังสือสมุนไพรสวนสิรีรุกขชาติ.  หน้า 82.
  • รศ.ยุวดี วงษ์กระจ่าง.ยาดมมีอันตรายหรือไม่.จุลสารคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล.คอลัมน์Drug Tips.ฉบับที่5 กรกฎาคม-กันยายน 2555.หน้า 6-7
  • Narayan LtCS, Singh CN. Camphor poisoning—An unusual cause of seizure. Medical Journal, Armed Forces India. 2012;68:252-253.
  • การบูร.ฐานข้อมูลเครื่องยา คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี http://www.disthai.com/.
  • (วิทยา บุญวรพัฒน์).  “การบูรต้น”.  หนังสือสารานุกรมสมุนไพรไทย-จีน ที่ใช้บ่อยในประเทศไทย.  หน้า 72.
  • Gupta N, Saxena G.antimicrobial activity of constituents identified in essential oils from mentha and cinnamomum through gc-ms. International Journal of Pharma and Bio Sciences. 2010;1(4):715-720.
  • การบูร.ฐานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี.Manoguerra AS, Erdman AR, Wax PM, Nelson LS, Caravati EM, Cobaugh DJ, et al. Camphor poisoning: an evidence-based practice guideline for out-of-hospital management. Clinical Toxicology. 2006;44:357-370.
  • (วิทยา บุญวรพัฒน์). “เกล็ดการบูร (Camphor)”. หนังสือสารานุกรมสมุนไพรไทย-จีน ที่ใช้บ่อยในประเทศไทย.   หน้า 74.
  • การบูร.วิกิพีเดียสารานุกรม
  • Lee HJ, Hyun E-A, Yoon WJ, Kim BH, Rhee M, Kang HK, et al. In vitro anti-inflammatory and anti-oxidative effects of Cinnamomum camphora extracts. J Ethnopharmacology. 2006;103: 208–216.
  • การผลิตการบูรแบบง่าย.กระดานถาม-ตอบ.สำนักงานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์มหาวิทยาลัยมหิดล.
  • นันทวัน บุณยะประภัศร,อรนุช โชคชัยเจริญพร.การบูร.สมุนไพรไม้พื้นบ้าน.เล่ม1.พิมพ์ครั้งที่1.กรุงเทพฯ.2539.


5

หญ้าหวาน
ชื่อสมุนไพร หญ้าหวาน
ชื่อวิทยาศาสตร์   Stevia rebaudiana Bertoni
ชื่อพ้องวิทยาศาสตร์  Eupatorium rebaudianum Bertoni, Stevia rebaudiana (Bertoni) Hemsl.)
ชื่อสามัญ  Stevia
สกุล    Asteraceae
ถิ่นกำเนิด  ต้นหญ้าหวาน เป็นพืชที่มนุษย์รู้จักมายาวนานกว่า 1,500 ปี ชนพื้นเมืองแถบอเมริกาใต้เป็นผู้ค้นพบและก็นำมาใช้เป็นครั้งแรก มนุษย์ได้นำสารสกัดของต้นหญ้าหวานมาเป็นองค์ประกอบในชาที่ชงดื่มรวมทั้งยาสมุนไพรโบราณ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศขว้างรากวัย และก็บราซิล ซึ่งชื่อเดิมของหญ้าหวานที่คนพื้นเมืองขว้างรากวัยเรียกเป็นkar-he-e หรือภาษาสเปน เรียกว่า yerba ducle หมายความว่า สมุนไพรหวาน เป็นสมุนไพรที่คนพื้นเมืองของขว้างรากวัย และบราซิล ใช้ผสมในของกิน หรือเครื่องดื่มเพื่อเพิ่มความหวาน และก็ใช้ชงเป็นชาดื่ม ที่เรียกว่า “ มะเตะ” มานานมากกว่า 400 ปีแล้วส่วนในแถบเอเชียพบว่าญี่ปุ่นเป็นประเทศแรกๆที่มีการใช้สารสกัดจากต้นหญ้าหวานอย่างแพร่หลาย โดยนำไปเป็นส่วนประกอบของของกินและเครื่องดื่มต่างๆ  อาทิเช่น ผักดอง ซีอิ๊ว เต้าเจี้ยว เนื้อปลาบด เป็นต้น
สำหรับในประเทศไทยหญ้าหวานเริ่มเข้าสู่เมืองไทยเมื่อปี พ.ศ. 2518 โดยเป็นการเอามาทดสอบปลูก ในภาคเหนือ โดยยิ่งไปกว่านั้นที่จังหวัดเชียงใหม่ ลำพูน และก็จังหวัดเชียงราย ในตอนนี้อย.ได้อนุญาตให้มีการใช้สารสตีวิโอไซด์เพื่อการบริโภค ต้นหญ้าหวานก็เลยจัดอยู่ในพืชสมุนไพรอีกชนิดหนึ่ง
ลักษณะทั่วไป

  • ลำต้น ต้นหญ้าหวาน เป็นพืชล้มลุกอายุนับเป็นเวลาหลายปี ลำต้นแตกกิ่งสาขาตั้งแต่ระดับโคนต้น ทำให้มองดูเป็นทรงพุ่มไม้เตี้ย สูงประมาณ 30-90 เซนติเมตร ลำต้นตั้งตรง มีลักษณะทรงกลม เปลือกลำต้นบาง สีเขียวอ่อน ห่อติดกับแกนลำต้น แกนเนื้อไม้เป็นไม้เนื้ออ่อน เปราะหักง่าย
  • ใบ หญ้าหวานเป็นพืชใบเลี้ยงคู่ แตกใบออกลำพังๆเรียงตรงกันข้ามกันเป็นคู่ตามลำต้น รวมทั้งกิ่ง และเหนือซอกใบจะแตกยอดสั้นๆทั้งสองข้าง แต่ละใบมีรูปหอกกลับ กว้างราว 1-1.5 เซนติเมตร ยาว


ราวๆ 3-4 เซนติเมตร แผ่นใบเรียบ สีเขียวสด ขอบใบหยักเป็นฟันเลื่อย และก็งุ้มเข้ากลางแผ่นใบ เมื่อบดหรือต้มน้ำดื่มจะมีรสหวานจัด

  • ดอก หญ้าหวานมีดอกเป็นช่อที่ปลายยอด มีก้านดอกสั้น กลีบดอกไม้มีปริมาณ 5 กลีบ รูปหอกหรือรูปไข่ แผ่นกลีบมีสีขาว ภายในมีเกสรตัวผู้สีเหลืองอมน้ำตาล และเกสรตัวเมีย 1 อัน ที่มีก้านเกสรสีขาวยาวยื่นออกมาจากกึ่งกลางดอก เหมือนหนวดปลาดุก ทั้งนี้ ต้นหญ้าหวานจะมีดอกทั้งปี ในฤดูฝนจะมีดอกสีม่วง ส่วนฤดูอื่นๆออกดอกสีขาว
  • ผล ผล ได้ผลสำเร็จแห้งขนาดเล็ก ไม่ปริแตก ภายในมีเมล็ดโดดเดี่ยวหลายชิ้น เม็ดสีดำ มีขนปุยนุ่นปกคลุม


การขยายพันธุ์  ต้นหญ้าหวาน เป็นพืชที่ชอบอากาศที่ค่อนข้างเย็น ในพื้นที่ที่มีอุณหภูมิประมาณ 20-26 องศาเซลเซียส เป็นพืชที่ชอบดินร่วนซุยหรือดินร่วนซุยปนทรายที่ระบายน้ำได้ดิบได้ดี รวมทั้งพืชจำพวกนี้จะเจริญเติบโตได้เป็นอย่างดีเมื่อเพาะปลูกในพื้นที่ที่มีความสูงจากระดับน้ำทะเลประมาณ 600-700 เมตร
                เพราะฉะนั้นจึงมีการนำเข้ามาทดสอบปลูกในประเทศไทยเมื่อปี พุทธศักราช2518 ที่แถบภาคเหนือ ในจังหวัดเชียงราย จังหวัดเชียงใหม่ จังหวัดลำพูน จังหวัดพะเยา ซึ่งปรากฏว่าได้ผลผลิตเป็นที่น่าพอใจ จึงมีการช่วยเหลือให้มีการปลูกมาจนถึงปัจจุบัน
ต้นหญ้าหวานแพร่พันธุ์ได้ 2 วิธี คือ

  • การเพาะกล้าจากเม็ด มีข้อดีเป็นทำได้รวดเร็ว ลำต้นแตกกิ่งมาก ได้ผลผลิตสูง และนานหลายฤดู รวมทั้งทนต่อโรค แล้วก็แมลงก้าวหน้า แต่ว่ามีข้อเสียหมายถึงมีค่าเมล็ดพันธุ์สูง แล้วก็เสี่ยงต่อการกลายพันธุ์สูง อาจมีผลทำให้ปริมาณสารให้ความหวานน้อยลงหรือให้ผลผลิตใบลดลง
  • การปักชำกิ่ง มีข้อดี คือ ประหยัดค่าเมล็ดพันธุ์ ไม่เสี่ยงต่อการกลายพันธุ์ แต่มีข้อเสีย คือ ใช้เวลานาน มีต้นทุนการปักชำ ลำต้นแตกกิ่งน้อย แก่การเก็บเกี่ยวสั้น ผลผลิตให้น้อยกว่ากล้าจากเมล็ด รวมถึง ลำต้นอ่อนแอ ไม่ทนต่อโรค แล้วก็แมลง


สำหรับการเก็บเกี่ยว  การเก็บใบต้นหญ้าหวานจะเริ่มเก็บทีแรกได้ 25-30 วัน หลังปลูก ถ้าต้นบริบูรณ์พอเพียง จะเก็บได้ตลอดเดือนละ 1 ครั้ง ตลอดทั้งปี จะเก็บได้ประมาณ 10-12 ครั้ง แต่ละครั้งเก็บใบสดได้ราวๆ 40-60 กิโลกรัม/ไร่ ซึ่งได้ผลผลิตใบสูงสุดในฤดูฝน และให้ผลผลิตต่ำในฤดูหนาว รวมทั้งฤดูแล้ง ดังนี้ หญ้าหวาน 1 รุ่นจะมีอายุเก็บเกี่ยวไดนานถึง 3 ปี
สำหรับต้นหญ้าหวานสดที่เก็บเกี่ยวได้ จะต้องล้างทำความสะอาด และก็ผึ่งแดดให้แห้งก่อนส่งโรงงาน แบ่งได้เป็น 2 เกรดเป็นเกรด Aและก็เกรด B ถ้าสภาพใบไม่สมบูรณ์ ใบมีสีเหลืองหรือซีดเผือด จะถูกคัดเลือกเป็นเกรด B แต่ว่าเกรดของใบไม่เป็นผลทำให้ความหวานไม่เหมือนกัน
ต้นหญ้าหวานแห้ง เกรด B จะพบราวๆ 1 ใน 3 ของจำนวนหญ้าหวานแห้งทั้งปวง ต้นหญ้าหวานแห้งเกรด A อาจขายเป็นใบชา ในราคา 200-500 บาท/กิโลกรัม ส่วนเกรด B จะถูกขายในราคาประมาณ 150 บาท/กิโล และก็ใช้บดเป็นผุยผงต้นหญ้าหวานแห้ง ที่ขายในกก.ละ 500 บาท 5 ส่วนราคารับซื้อหญ้าหวานแห้งหน้าโรงงาน อาจมีราคาในช่วงเดียวกันหรือสูงขึ้นยิ่งกว่า (ข้อมูล ราคาปี 2555)
ส่วนประกอบทางเคมี  ใบต้นหญ้าหวานแห้ง สกัดด้วยน้ำได้สารหวานราวร้อยละหนึ่ง ซึ่งสารหวานเหล่านี้มีชื่อเรียกว่า สตีวิโอไซด์ (Stevioside) ซึ่งมีความหวานมากยิ่งกว่าน้ำตาล 150 - 300 เท่า มีความคงตัวสูงทั้งยังในตัวทำละลาย กรดอ่อน เบสอ่อน รวมทั้งทนไฟได้ถึง 200 องศาเซลเซียส จึงไม่เสื่อมสภาพหรือเปลี่ยนสภาพจากความร้อนสำหรับเพื่อการประกอบอาหาร ใช้ในจำนวนน้อย ไม่มีพิษแล้วก็ปลอดภัยสำหรับการบริโภคซึ่งนักวิทยาศาสตร์ศึกษาและทำการค้นพบว่าสารสกัดจากหญ้าหวานประกอบไปด้วยกรุ๊ปสารที่มีชื่อเรียกว่า ไกลโคไซด์ (Glycoside) และ อะไกลโคน (Aglycone) สารไกลโคไซด์จะประกอบไปด้วยโมเลกุลของน้ำตาลกลูโคส (Glucose) ส่วนสารอะไกลโคนจะประกอบไปด้วยน้ำตาลที่มีโมเลกุลใหญ่ขึ้นหรืออาจเรียกรวมๆว่า โพลีแซคค้างไรด์ (Polysaccharides) ซึ่งกลุ่มน้ำตาลเหล่านี้นี่เองที่ทำให้สารสกัดของต้นหญ้าหวานมีรสหวาน
ขึ้นรถสำคัญต่างๆที่เจอในหญ้าหวานมีหลายประเภท ยกตัวอย่างเช่น
– Stevioside พบมากที่สุด 2.0-7.7%
– Rebaudioside A ถึง F เจอลำดับรองลงมา ประมาณ 0.8-2.9%
– Steviol
– Steviolbioside
– Dulcoside A
สารสติวิออลไกลโคไซด์ (รูปที่ 1) มีลักษณะเป็นผุยผงสีขาวถึงสีเหลืองอ่อนไม่มีกลิ่น มีความคงตัวสูงในตัวทำละลาย กรดอ่อน เบสอ่อน และทนความร้อน
คุณลักษณะด้านกายภาพ และเคมีของ stevioside
– สูตรทางเคมี : C35H60O18
– น้ำหนักโมเลกุล : 804.9
– จุดหลอมเหลว : 198 °C
รูปที่   2    Stevioside
ที่มา : อ้างถึงใน ศิวาพร (2546) และก็สาโรจน์ (2547)
คุณประโยชน์/สรรพคุณ 
สารสกัดที่ได้จากหญ้าหวานชื่อว่า สตีวิโอไซด์ (stevioside) เป็นสารที่ให้ความหวานมากกว่า 200-300 เท่าของน้ำตาลแต่ไม่นำไปสู่พลังงาน (แคลลอรี่) ภายในร่างกายแต่อย่างใด ด้วยความพิเศษของต้นหญ้าหวานนี้  ก็เลยมีคุณประโยชน์แล้วก็คุณประโยชน์ต่างๆมากมาย ได้แก่
ลดระดับน้ำตาลในเลือด ผู้ป่วยโรคเบาหวานนั้นเสี่ยงมีภาวการณ์น้ำตาลในเลือดสูงได้ง่าย ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อร่างกายขาดเซลล์ที่ผลิตอินซูลินหรือเกิดภาวะดื้ออินซูลิน นอกเหนือจากนี้ ยังมีต้นเหตุอื่นที่ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงได้ ได้แก่ มิได้รับอินซูลินหรือยารักษาโรคเบาหวาน กินคาร์โบไฮเดรตมากเกินความจำเป็น กำเนิดความตึงเครียด ได้รับบาดเจ็บ เข้ารับการผ่าตัด หรือติดเชื้อ ซึ่งคุณค่าอีกประการหนึ่งของหญ้าหวานที่อาจมีประโยชน์ต่อคนป่วยโรคเบาหวานก็คือควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด โดยปรากฏงานศึกษาค้นคว้าและการวิจัยที่เรียนรู้เรื่องนี้มากไม่น้อยเลยทีเดียว งานค้นคว้าวิจัยหนึ่งได้ให้คนไข้โรคเบาหวานประเภทที่ 2 รับประทานสารสกัดต้นหญ้าหวาน 1 กรัม พร้อมเข้ารับการตรวจเลือดหลังผ่านไป 4 ชั่วโมง พบว่าผู้ป่วยหรูหราน้ำตาลในเลือดต่ำลง สอดคล้องกับงานวิจัยอีกชิ้นที่ศึกษาค้นพบว่าระดับน้ำตาลในเลือดของคนไข้เบาหวานชนิดที่ 2 น้อยลงอย่างเป็นจริงเป็นจังภายหลังรับประทานแป้งที่ทำจากหญ้าหวาน
นอกจากนั้น การกินหญ้าหวานอาจลดระดับน้ำตาลในเลือดของคนที่มีสุขภาพธรรมดาเช่นกัน งานค้นคว้าหนึ่งได้สุ่มให้ผู้เข้าร่วมทดสอบรับประทานซูโครส แอสปาแตม รวมทั้งหญ้าหวานก่อนที่จะรับประทานอาหารมื้อกลางวันและมื้อเย็น เป็นเวลา 3 วัน ผลวิจัยพบว่าคนที่กินหญ้าหวานมีระดับน้ำตาลในเลือดและก็อินซูลินหลังรับประทานอาหารต่ำลงมากกว่าผู้ที่กินซูโครสแล้วก็แอสปาแตมอย่างมีนัยสำคัญ นอกเหนือจากนี้ กรุ๊ปที่กินต้นหญ้าหวานรวมทั้งแอสปาแตมก่อนมื้อของกินยังรู้สึกอิ่มและไม่รับประทานอาหารอื่นเพิ่มเติมอีกจากมื้อหลัก เหมือนกันกับงานศึกษาเรียนรู้อีกชิ้นที่แสดงให้เห็นว่าการรับประทานสารสกัดจากใบหญ้าหวานช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือดของผู้เข้าร่วมการทดสอบที่มิได้ป่วยเป็นเบาหวานหรือมีภาวะน้ำตาลในเลือดสูงได้
ทั้งยังมีคุณสมบัติช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตของแบคทีเรียในปากหลายชนิด จึงไม่ทำให้อาหารหรือเครื่องดื่มที่เก็บไว้นานมีการบูดเน่า ไม่ทำให้ฟันผุหรือเหงือกบวมอักเสบได้ง่าย จึงมีการใช้ ผสมในของกิน แล้วก็เครื่องดื่ม รวมถึงผสมในยาสีฟันหรือยาบ้วนปาก เพื่อแต่งรส แล้วก็ช่วยคุ้มครองโรคฟันผุ
อนึ่งฤทธิ์สำหรับเพื่อการมีรสหวานของสารสตีวิโอไซด์จะต่างจากน้ำตาลซะทีเดียว เพราะสารสตีวิโอไซด์จะมีรสหวานช้ากว่าน้ำตาลทรายนิดหน่อย จะเลือนรางไปช้ากว่าน้ำตาลทราย ยิ่งกว่านั้นสารดังกล่าวมาแล้วข้างต้นยังเป็นสารที่ไม่มีคุณค่าทางอาหารอะไร ด้วยเหตุว่ามีแคลอรีต่ำมากมายหรือเปล่ามีเลย แล้วก็จะไม่ถูกย่อยให้เกิดเป็นพลังงานกับร่างกาย แต่ว่าจากจุดด้วยนี้นี่เองก็นับว่าเป็นคุณลักษณะเด่นที่เหมาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่เป็นโรคโรคเบาหวาน ความดันเลือด โรคไขมันในเลือดสูง โรคอ้วน และโรคหัวใจ
ในตอนนี้มีการอนุญาตให้ใช้สารสกัดจากหญ้าหวานเป็นสารทดแทนน้ำตาลในประเทศต่างๆไม่น้อยกว่า 30 ประเทศ ตัวอย่างเช่น ญี่ปุ่น จีน เกาหลี แคนท้องนาดา ออสเตเลีย นิวซีแลนด์ มาเลเซีย อินโดนีเซีย และมีแนวโน้มมากเพิ่มขึ้นหน่วยงานอาหารและยาของอเมริกาและกรุ๊ปประเทศในยุโรปอนุญาตให้มีการใช้สารหวานจากต้นหญ้าหวานเป็นส่วนประกอบในเครื่องดื่ม ตั้งแต่ปีพุทธศักราช 2551 รวมทั้ง พ.ศ. 2554 เป็นลำดับ เมืองไทย โดยกระทรวงสาธารณสุข ประกาศอนุญาตให้มีการผลิต รวมทั้งจัดจำหน่ายต้นหญ้าหวานในประเทศไทย ตั้งแต่ พุทธศักราช 2545 (ประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ 262) พ.ศ. 2545 เรื่อง สตีวิโอไซด์รวมทั้งของกินที่มีส่วนผสมของสตีวิโอไซด์) แล้วก็ประกาศให้สารสกัดสติวิออลไกลโคไซด์เป็นวัตถุเจือปนอาหาร ตั้งแต่ปี พุทธศักราช 2556 (ประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ 360) พ.ศ. 2556 เรื่อง สตีวิออลไกลโคไซด์) โดยอ้างอิงข้อมูลของคณะกรรมการผู้ที่มีความชำนาญว่าด้วยวัตถุเจือปนอาหารขององค์การของกินรวมทั้งเกษตร แล้วก็องค์การอนามัยโลก แห่งยูเอ็น (The Joint FAO/WHO Expert Committee on Food Additives, JECFA) ซึ่งได้ประเมินและระบุค่าความปลอดภัย (Acceptable Daily Intake, ADI) แล้ว
แบบ/ขนาดวิธีการใช้  จากผลของงานวิจัยของทีมนักวิจัยมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้สรุปว่า สารสกัดจากต้นหญ้าหวานมีความปลอดภัยในทุกๆกรณี โดยค่าสูงสุดที่กินได้อย่างปลอดภัยเป็น 7,938 มิลลิกรัม/กก.(น้ำหนักตัว)/วัน ซึ่งสูงมากมายหากเทียบกับการผสมในเครื่องดื่มหรือกาแฟถึง 73 ถ้วยต่อวัน ซึ่งเป็นไปไม่ได้แน่ๆ เนื่องจากว่าคนจำนวนมากกินกันประมาณ 2-3 ก็จัดว่ามากมายเพียงพอต่อวันแล้ว ซึ่งการใช้ต้นหญ้าหวานโดยสวัสดิภาพหมายถึงราว 1-2 ใบต่อเครื่องดื่ม 1 ถ้วย นับว่าเป็นจำนวนที่เหมาะสมและไม่หวานมากเกินความจำเป็น  แต่คณะกรรมการผู้ชำนาญของของกินและเกษตรแห่งองค์การสหประชาชาติ องค์การอนามัยโลกที่เกี่ยวกับสารเจือปนในของกิน ได้กำหนดค่าความปลอดภัย เบื้องต้นไว้ไม่เกิน 2 มิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัวหนึ่งโลต่อวัน แม้กระนั้นอาจต้องระวังการใช้ในใช้ในขนาดสูงต่อเนื่องกันโดยยิ่งไปกว่านั้นคนที่มีภาวะโรคไตรวมทั้งตับ
ตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ 360 พุทธศักราช2556 เรื่องสตีวิออลไกลโคไซด์) สตีวิออลไกลโคไซด์ แสดงว่า สารสกัดบริสุทธิ์จากใบต้นหญ้าหวาน ซึ่งมี สตีวิโอไซด์ รีบาวดิโอไซด์ เอ รีบาวดิโอไซด์ บี รีบาวดิโอไซด์ ซี รีบาวดิโอไซด์ ดี รีบาวดิโอไซด์ วัวไซด์ เอ รูบุโซไซด์ รวมทั้ง สตีวิออลไบโอไซด์ สารสกัดจากต้นหญ้าหวานที่อนุญาตให้ใช้เป็นส่วนประกอบของกินต้องมีจำนวนสารในกรุ๊ปสตีวิออลไกลโคไซด์ รวมไม่น้อยกว่าร้อยละ 95 ของน้ำหนักแห้ง ซึ่งอ้างอิงจากมาตรฐาน องค์การของกินแล้วก็เกษตร รวมทั้งองค์การอนามัยโลก แห่งสหประชาชาติ
การศึกษาเล่าเรียนทางเภสัชวิทยา  ในปี คริสต์ศักราช1991 มีนักวิทยาศาสตร์ที่ชื่อว่า Emily Procinska และคณะ ได้ออกมาค้นคว้ารายงานวิจัยของ John M. Pezzuto ว่าอาจมีข้อผิดพลาด โดยตีพิมพ์ในวารสาร Mutagenesis กล่าวว่า หญ้าหวานไม่เป็นผลนำไปสู่ Mutagenic (สารก่อกลายพันธุ์) แต่อย่างใด ดังนี้ได้กระทำการทดลองซ้ำอยู่หลายคราว จากนั้นมาก็ได้มีรายงานต่างๆออกตามมาอีกมากมายที่บอกว่าผลของ mutagenic ในสารสกัดหญ้าหวานส่งผลน้อยมาก หรืออาจจะไม่เป็นผลเลย รวมทั้งต่อมาจึงได้มีการสำรวจความเป็นพิษพบว่า งานศึกษาเรียนรู้ส่วนมากบอกว่าต้นหญ้าหวานไม่มีพิษ และไม่มีหลักฐานอะไรก็ตามบอกว่าหญ้าหวานให้เกิดโรคมะเร็งแต่อย่างใด  และก็ยังมีการเรียนรู้ทางสถานพยาบาลอีกหลายๆฉบับ ซึ่งส่ววนใหญ่มีผลการเล่าเรียนระบุถึงกลไกการออกฤทธิ์ภายในร่างกายมนุษย์คือ   กลไกการออกฤทธิ์ของหญ้าหวานเป็น สารสกัดของหญ้าหวานที่เป็นไกลโคไซด์ซึ่งมีส่วนประกอบของน้ำตาลเดกซ์โทรสและสารอะไกลโคนซึ่งเป็นน้ำตาลโมเลกุลที่ใหญ่ขึ้น (Polysaccharides) จะทำปฏิกิริยากับต่อมรับรสของลิ้น ทำให้พวกเรารับรสความหวานซึ่งมีมากกว่าน้ำตาลถึง 150 เท่า และต่อมรับรสบางส่วนจะทำปฏิกิริยากับสารอะไกลโคนซึ่งทำให้มีความรู้สึกถึงรสขมได้นิดหน่อย  แล้วก็ระบบทางเดินอาหารของผู้คนก็สามารถเสื่อมสภาพรวมทั้งแยกไกลโคไซด์ของต้นหญ้าหวานออกมาเป็นน้ำตาลกลูโคสได้อีกด้วย โดยน้ำตาลกลูโคสที่ได้นี้ส่วนใหญ่จะถูกแบคทีเรียในลำไส้ใหญ่ดึงไปใช้เป็นพลังงานของตัวไส้เอง ก็เลยมีกลูโคสจากสารสกัดต้นหญ้าหวานเพียงส่วนน้อยที่ถูกดูดซึมไปสู่กระแสโลหิต ส่วนสารสตีวิออลและก็สารโพลีแซคคาไรด์ (Poly saccharides) เล็กน้อยจะถูกซึมซับไปสู่ร่างกาย และก็โดยมากที่เหลือจะถูกขับทิ้งไปกับอุจจาระ

การศึกษาทางพิษวิทยา จากการเรียนรู้ความเป็นพิษในหนูหลายๆการศึกษาเล่าเรียน
โดยให้สาร สตีวิโอไซด์ ผสมในของกินในขนาดต่างๆจนถึง 5% (ขนาดสูงถึง 2 g/kg น้ำหนักตัว ให้ต่อเนื่องกัน 3 เดือน จนกระทั่ง 2 ปี ไม่พบความเป็นพิษที่ร้ายแรงต่อตับ และก็ไต อย่างไรก็แล้วแต่มีกล่าวว่าหนูที่ได้รับ สตีวิโอไซด์ โดยการฉีดเข้าใต้ผิวหนังในขนาดสูงถึง 1.5 g/kg น้ำหนักตัว ส่งผลต่อไตโดยมี blood urea nitrogen (BUN) และก็ creatinine ในเลือดสูงขึ้น แต่ขนาดดังกล่าวมาแล้วข้างต้นเป็นขนาดที่สูงยิ่งกว่าขนาดที่ใช้กินในคนมากมายประกอบกับเป็นการให้โดยการฉีดเข้าใต้ผิวหนัง ดังนั้นผลการศึกษาวิจัยถึงความปลอดภัยของสตีวิโอไซด์ในของกิน เป็นเวลานานจนถึงตอนนี้ปรากฏว่ามีแนวโน้มทางด้านความปลอดภัยที่ดี เมื่อต้นปี คริสต์ศักราช 2009 อเมริกาโดย USFDA ได้ไตร่ตรองและก็ประกาศว่า หญ้าหวานได้รับการยอมรับโดยธรรมดาว่าไม่มีอันตราย "Generally Recognized As Safe (GRAS)  ส่วนการทดสอบการกลายพันธุ์ของสารสกัดต้นหญ้าหวาน โดย Fujita รวมทั้งภาควิชา (1979), Okumura
และก็ภาควิชา (1978) และ Tama Biochemical Co-Ltd. (1981) ทำการทดลองกับเชื้อ Salmonella typhimurium, Escherichia coli รวมทั้ง Bacillus subtilis ผลของการทดลอง พบว่า สารดังกล่าวข้างต้นไม่ก่อกลายพันธุ์อะไร
ข้อแนะนำ/ข้อควรคำนึง
หากแม้ปัจจุบันยังไม่พบข้อที่ไม่อนุญาตใช้ต้นหญ้าหวานที่เด่น แต่ว่าข้อควรตรึกตรองเป็น

  • ไม่สมควรบริโภคต้นหญ้าหวานใน ปริมาณที่เกินกว่าที่กำหนดในผลิตภัณฑ์ที่ได้รับคำรับรองความปลอดภัยการบริโภคจากอย. กระทรวงสาธารณสุข (อย)
  • หลีกเลี่ยงบริโภคหญ้าหวานในกรณีที่แพ้พืชเครือญาติเดียวกับหญ้าหวาน เช่น ดอกเบญจมาศ ดาวเรือง เป็นต้น ด้วยเหตุว่าผู้ที่แพ้พืชกลุ่มนี้อาจเสี่ยงมีลักษณะแพ้หญ้าหวานได้ด้วยเหมือนกัน
  • ผู้เจ็บป่วยเบาหวานที่รับประทานต้นหญ้าหวานควรหมั่นตรวจวัดระดับน้ำตาลในเลือด รวมถึงขอความเห็นแพทย์ทันทีแม้มีอาการไม่ดีเหมือนปกติใดๆก็ตามเพราะหญ้าหวานหรือผลิตภัณฑ์ที่มีสารสกัดจากหญ้าหวานอาจก่อให้ระดับน้ำตาลในเลือดต่ำเกินไปได้
  • สตรีมีท้อง สตรีให้นมบุตร แล้วก็เด็ก ควรจะขอความเห็นหมอก่อนที่จะมีการบริโภคต้นหญ้าหวานเสมอ
  • ผู้ใช้ต้นหญ้าหวานบางรายอาจกำเนิดอาการท้องอืด อ้วก หน้ามืดศีรษะ ปวดกล้าม หรือชะตามร่างกายได้
  • ไม่บริโภคผลิตภัณฑ์หญ้าหวานที่หมดอายุ

    เอกสารอ้างอิง

  • รศ.ดร.ภก.พิสมัย กุลกาญจนาธร. หญ้าหวาน.....หวานทางเลือก....เพื่อสุขภาพ.ภาควิชาเภสัชเคมี คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล.
  • มตรี สุทธจิตต์ และคณะ, 2540, การรวบรวม การทบทวน การวิเคราะห์ข้อมูลวิจัยและการสังเคราะห์แนวความคิดที่-เกี่ยวกับเรื่องความปลอดภัยของหญ้าหวาน-และผลิตภัณฑ์จากหญ้าหวาน.
  • เชาวนี สุวรรณโชติ, 2556, การศึกษาความเป็นไปได้ในการลงทุน-โรงงานสกัดผงหญ้าหวาน อำเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่.
  • Rajab R., Mohankumar C., Murugan K., Harish M. and Mohanan PV. Purification and toxicity studies of stevioside from Stevia rebaudiana Bertoni.Article. 2009; 16(1):49-54.
  • มัทนียา วังประภา, 2548, การผลิตสารสตีวิโอไซด์-โดยการเพาะเลี้ยงหญ้าหวาน-ในเครื่องปฏิกรณ์ชีวภาพ.
  • หญ้าหวาน.วิกิพีเดีย.สารานุกรมเสรี.(ออนไลน์)เข้าถึงได้จากhttp://www.th.wikipedia.org/wiki/
  • กล้าณรงค์ ศรีรอต. 2542. สารให้ความหวาน(sweeteners) : คุณสมบัติและการใช้ประโยชน์. http://www.disthai.com/
  • หญ้าหวาน(Stevia) สรรพคุณและการปลูกหญ้าหวาน.พืชเกษตรดอทคอม เว็บเพือเกษตรกรไทย
  • CODEX-2010: JECFA Monograph (2010) INS no. 960
  • Kroyer G. Stevioside and Stevia-sweetener in food: application, stability and interaction with food ingredients. J. Verbr. Lebensm. 2010; 5:225-229
  • หญ้าหวานต้านโรค พิสูจน์ได้จริงหรือไม่.พบแพทย์ดอทคอม
  • Goyal SK., Samsher And Goyal RK. Stevia (Stevia rebaudiana) a bio-sweetener: a review. International Journal of Food Sciences and Nutrition. 2010; 61(1):1-10.
  • การใช้หญ้าหวานมีผลอย่างไรต่อผู้ป่วยเบาหวาน.กระดานถาม-ตอบ.สำนักงานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์มหาวิทยาลัยมหิดล(ออนไลน์)เข้าถึงได้จาก
  • Munish P, Deepika S, Ashok T and Kdownstream. Processing of stevioside and its potential applications. Biotechnology Advances 2011; 29: 781-791.
  • Madan S, Ahmad S; Singh G.N, Kohli, Kanchan, Kumar Y, Singh R, Garg M. Stevia rebaudiana (Bert.) Bertoni-A review. Indian Journal of Natural Products and Resources 2010; 1:267-286.


6

สมุนไพรตะขบป่า
ตะขบป่า Flacourtia indica (Burm. f.)
บางถิ่นเรียก ตะขบป่า (ภาคกลาง) ตานเสี้ยน มะเกว๋นนก มะเกว๋นป่า (ภาคเหนือ)
    ไม้พุ่ม หรือ ไม้ใหญ่ ขนาดเล็ก ผลัดใบ สูง 2-5(-15) ม. ตามลำต้นและกิ่งใหญ่มีหนามแหลม ยาว 2-4 ซม. เรือนยอดแผ่นกว้าง ปลายกิ่งโค้งลง เปลือกสีเหลืองอมเทา แตกเป็นร่องลึก มีช่องอากาศรูปรีกระจัดกระจายห่างๆใบ คนเดียว ออกเวียนสลับ ขนาดออกจะเล็ก รูปร่าง ขนาดเนื้อใบ รวมทั้งขนที่ปกคลุมแตกต่างกัน โดยมากเป็นรูปไข่กลับ กว้าง 1.5-3 เซนติเมตร ยาว 2-4 เซนติเมตร ปลายใบกลม โคนใบสอบแคบ ขอบใบค่อนข้างจะเรียบ หรือ จะ มักจักใกล้ปลายใบ ใบอ่อนและก็เส้นกึ่งกลางใบสีแดงอมส้ม เส้นใบมี 4-6 คู่ เส้นใบย่อยสานกันเป็นร่างแห พอเพียงเห็นได้ลางๆก้านใบยาว 3-5 มิลลิเมตร สีแดง มีขน ดอก ออกเป็นช่อสั้นๆตามง่ามใบ และที่ปลายกิ่ง มีขน แต่ละช่อมีดอกปริมาณน้อย ที่โคนช่อมีใบแต่งแต้ม บางเวลามีหนาม ก้านดอกยาว 3-5(-7) มม. มีขน กลีบดอก 5-6 กลีบ รูปไข่ ปลายมน ยาว 1.5 มิลลิเมตร [url=http://www.disthai.com/]สมุนไพร[/url][/url][/color] ข้างนอกออกจะเกลี้ยง ภายในและที่ขอบกลีบมีขนแน่น ดอกแยกเพศ ดอกเพศผู้ ฐานดอกจะมน เกสรเพศผู้มีจำนวนหลายชิ้น ก้านเกสรยาว 2-2.5 มิลลิเมตร มีขนเฉพาะที่โคน ดอกเพศเมีย ฐานดอกเรียบ หรือ ค่อนข้างจะเรียบ รังไข่กลม ปลายสอบแคบ ก้านเกสรเพศเมียมี 5-6 อัน ยาวโดยประมาณ 1 มิลลิเมตร แต่ละก้านปลายแยกเป็นสองแฉก รวมทั้งม้วนออก ผล กลม หรือ รี เล็ก ออกผู้เดียวๆหรือเป็นกลุ่มตามกิ่ง เส้นผ่าศูนย์กลาง 0.8-1 เซนติเมตร เมื่ออ่อนสีเขียว เมื่อแก่สีแดงคล้ำ มีก้านเกสรเพศเมียติดอยู่ที่ปลายผล มีเมล็ด 5-8 เมล็ด

นิเวศน์วิทยา
: ขึ้นตามป่าเบญจพรรณ ป่าชายหาด รวมทั้งขึ้นเรี่ยรายทั่วไป ในที่ระดับน้ำทะเลถึงความสูง 1,100 มัธยม มีปลูกบ้างตามสวนที่เพื่อกินผล
สรรพคุณ : ราก รับประทานแก้ไตอักเสบ ต้น ยางจากต้นใช้เข้าเครื่องยา แก้อหิวาต์  เปลือกต้น ชงกินแก้เสียงแห้ง อมบ้วนปากแก้เจ็บคอ เปลือกตำรวมกับน้ำมัน ใช้ทาถูนวดแก้ปวดท้อง แก้คัน ใบ น้ำยางจากต้น รวมทั้งใบสด รับประทานเป็นยาลดไข้สำหรับเด็ก แก้โรคปอดอักเสบ แก้ไอ แก้บิด แล้วก็ท้องเดิน ช่วยในการย่อย น้ำสุกใบแห้งกินเป็นยาฝาดสมาน ขับเสลด แก้หืดหอบ หลอดลมอักเสบ ขับลม และบำรุงร่างกาย  ใบที่ปิ้งไฟจนถึงแห้งใช้ชงกินข้างหลังคลอดบุตร ผล กินได้ มีปริมาณวิตามินบีสูง แก้เหน็ดเหนื่อย บรรเทาลักษณะโรคดีซ่าน ม้ามโต แก้อาเจียน อาเจียน และก็เป็นยาระบาย เมล็ด ตำพอกแก้ปวดข้อ

7

สมุนไพรหวายลิง
หวายลิง Flagellaria indica L.
บางถิ่นเรียก หวายลิง หวายเย็บจาก (ภาคใต้) หวายลี (จังหวัดสงขลา)
ไม้เถา ต้นยาวได้ถึง 20 มัธยม หมดจด โคนต้นเนื้อแข็ง เหนือขึ้นไปเนื้ออ่อน มีเส้นผ่านศูนย์กลางต้น 2-8 มิลลิเมตร ใบ คนเดียว ออกเวียนสลับ รูปใบหอก กว้าง 0.5-6.5 เซนติเมตร ยาว 3-50 เซนติเมตร ปลายใบเรียวแหลม ปลายสุดม้วนเป็นมือพัน ยาวตั้งแต่ 3-13 เซนติเมตร กาบใบยาว 1-7 ซม. มีสันตามยาว มีติ่งหู 2 ติ่งอยู่ที่ปลาย ก้านใบสั้น หรือ ไม่มี ดอก ออกเป็นช่อกระจัดกระจาย ที่ยอดมักมีกิ่ง 2 กิ่ง ยาว 2-30 เซนติเมตร ดอกย่อยไม่มีก้านดอก ออกคนเดียวๆหรือ ติดเป็นกลุ่ม สมุนไพร มีใบเสริมแต่งที่มีลักษณะเป็นเกล็ดล้อมอยู่ กลีบมี 6 กลีบ เรียงเป็น 2 ชั้น สีขาวแกมสีเนื้อ ยาวราว 2 มิลลิเมตร กลีบดอกไม้ชั้นนอกยาวกว่ากลีบดอกชั้นในน้อย เกสรเพศผู้มี 6 อัน ยาวกว่ากลีบดอก 2 เท่า อับเรณูสีเหลือง ก้านเกสรไม่ชิดกัน รังไข่แคบ ด้านในมี 3 ช่อง มีไข่ช่องละ 1 เมล็ด ก้านเกสรเพศเมียปลายแยกเป็น 3 แฉก โผล่พ้นกลีบดอก ผล เส้นผ่านศูนย์กลาง 5-6 มิลลิเมตร ภายในมี 1 เม็ด

นิเวศน์วิทยา
: โดยมากขึ้นตามที่ราบลุ่ม สูงกว่าระดับน้ำทะเลไม่เกิน 200 มัธยม และตามป่าชายเลน ตามชายฝั่งทะเล ตั้งแต่ภาคกลางลงไปจนกระทั่งภาคใต้
สรรพคุณ : ต้น น้ำสุกต้นรวมทั้งเหง้า รับประทานเป็นยาขับฉี่ ใบ ใบอ่อนใช้สระผม น้ำต้มใบรวมทั้งดอกรับประทานเป็นยาขับฉี่ ขับนิ่ว และก็แก้ฟุตบาทเยี่ยวอักเสบ เม็ดพิษ

Tags : สมุนไพร

8

สมุนไพรรักทะเล
รักทะเล Scaevola taccada (Gaertn.) Roxb.
บางถิ่นเรียกว่า รักทะเล (ชุมพร) บงบ๊ง (มลายู-ภูเก็ต) บ่งบง (ภาคใต้) โหรา (ตราด)  ไม้พุ่ม หรือ ไม้ต้น ขนาดเล็ก ใบ เดี่ยว ออกเวียนสลับ มีใบหนาแน่นตามปลายกิ่ง แผ่นใบรูปไข่กลับ หรือ รูปช้อน กว้าง 5-10 ซม. ยาว 12-15 ซม. เกลี้ยง หรือ มีขนเล็กน้อย โคนใบสอบเรียว ปลายใบกลม ขอบใบเรียบ หยักเล็กน้อย หรือ หยักลึก ดอก ออกเป็นช่อสั้น ๆ ตามง่ามใบ ยาว 2-4 ซม. มีดอกจำนวนน้อย ก้านช่อยาว 0.5-1 ซม. ใบประดับมีขนาดเล็กรูปสามเหลี่ยมค่อนข้างยาว ดอกยาวประมาณ 2 ซม. เกลี้ยง หรือ มีขนเล็กน้อย กลีบเลี้ยงเชื่อมกันเป็นหลอดเล็ก ๆ ยาว 2-5 มม. ปลายแยกเป็นแฉกรูปยาวแคบ 5 แฉก หลอดกลีบเลี้ยงเชื่อมกับรังไข่ กลีบดอก 5 กลีบเชื่อมกันเป็นหลอด สีขาว หรือ เหลืองอ่อน มีลายเส้นสีม่วงอ่อน [url=http://www.disthai.com/]สมุนไพร[/url] ด้านบนของหลอดดอกมีรอยผ่าลึก ทำให้กลีบดอกทั้ง 5 เบี้ยวลงไปอยู่ทางด้านล่าง ภายในหลอดมีขนหนาแน่น ขอบกลีบเป็นเส้นฝอย ๆ เกสรเพศผู้ 5 อัน ก้านเกสรไม่ติดกัน รังไข่ 1 อัน ภายในมี 1-2 ช่อง แต่ละช่องมีไข่ 1 เมล็ด ก้านเกสรเพศเมียรูปทรงกระบอก โคนก้านมีขน ปลายเกสรมีเยื่อรูปถ้วยคลุมอยู่ขอบเยื่อคลุมมีขน ผล รูปกลม เส้นผ่านศูนย์กลาง 1-1.5 ซม. เกลี้ยง เมื่อสุกสีขาวนวล เปลือกชั้นในที่หุ้มเมล็ดค่อนข้างแข็ง ภายในมี 1-2 เมล็ด

นิเวศน์วิทยา
: ขึ้นตามชายฝั่งทะเลที่เป็นทราย หรือ หิน ยกเว้นตามป่าชายเลน
สรรพคุณ : ราก น้ำต้มราก กินแก้พิษ จากการกินปูหรือปลาที่มีพิษ ใบ ใช้สูบได้เหมือนใบยาสูบ  น้ำต้มใบ กินเป็นยาช่วยย่อย ตำพอกแก้ปวดบวมและแก้ปวดศีรษะ

9

สมุนไพรตะไคร้หอม
ตะไคร้หอม Cymbopogon nardus (L.) Rendle
ตะไคร้หอม (ภาคกลาง) จะไคมะขูด ตะไครมะขูด (ภาคเหนือ) ตะไคร้แดง (นครศรีธรรมราช)
ไม้ล้มลุก อายุหลายปี ขึ้นเป็นกอมากถึง 2.5 มัธยม ยอดโน้มลง ขนสะอาด มีรากฝอยแตกออกจากโคน ใบ ด้านล่างๆกว้าง 2 เซนติเมตร ยาวถึง 1 มัธยม ใบบนๆเล็กกว่า ขอบรวมทั้งผิวใบสาก ขนเกลี้ยง ยกเว้นใกล้ๆที่โคน ลิ้นใบยาว 5 มิลลิเมตร เกลี้ยง ดอก ออกเป็นช่อเล็กเรียว  คดไปมา ปล้องยาว 1.5-2.5 ซม. [url=http://www.disthai.com/]สมุนไพร[/url]  มีใบเล็กๆที่แต่ละข้อ แล้วก็ตามง่ามจะแตกกิ่งสั้น ซึ่งมีช่อดอก 1 คู่ ยาวแตกต่างกัน โดยมีกาบหุ้มห่อยาว 1.5-2 เซนติเมตร ช่อดอกย่อยที่ไม่มีก้าน ยาว 4-4.5 มม. กาบช่อดอกย่อยอันล่าง (lower glume) สะอาด แบน ปลายเรียวแหลม เป็นสันโดยที่สันมีปีกแคบๆที่ปลายแล้วก็ที่ปีกจักเป็นซี่ฟันเล็กๆมีเส้นตามทางยาว 2-4 เส้น ขอบงอ อันบนรูปเรือ มีเส้นตามแนวยาว 1 เส้น สันมีซี่ฟันที่ปลาย กาบดอกด้านล่างยาว 3 มม. บาง เป็นเสื้อครุย ไม่มีเส้นตามทางยาว กาบดอกบนคล้ายกันแต่สั้นกว่า ปลายจักเป็น 2 พูสั้นๆโดยมีขนแข็งที่รอยจะ อับเรณูยาว 1.5 มม. ส่วนช่อดอกย่อยที่มีก้าน มีลักษณะคล้ายกัน แต่สั้นกว่าเล็กน้อย ดอกย่อยบนเป็นดอกเพศผู้ไม่มีกาบดอก (lemma) ตะไคร้หอม C. nardus แล้วก็ตะไคร้ C. citratus ไม่เหมือนกันที่กาบช่อดอกย่อยอันล่างของช่อดอกยอยที่ไม่มีก้าน (lower glume ของ sessile spikelet)

นิเวศน์วิทยา
: เจอทั่วๆไปในเอเซียอาคเนย์ เป็นพืชถูกใจแดด
คุณประโยชน์ : ราก และก็ ต้น แก้แผลในปาก แก้ปากแตกระแหง ทำให้แท้ง ขับประจำเดือน ขับลมในไส้ แก้อาการแน่นจุกเสียด แก้อ้วก แก้ไข้ น้ำมันจากต้น ทาคุ้มครองป้องกันยุง

10

สมุนไพรก้านเหลือง
ไม้พุ่ม หรือ ไม้ใหญ่ สูง 2-7 มัธยม บางทีอาจจะสูงได้ถึง 15 ม. เปลือกเรียบ สีเทาหรือสีน้ำตาล กิ่งเล็กเรียว มีขนตามปลายกิ่ง ใบ ลำพัง ออกเวียนสลับรอบลำต้น รูปขอขนานรูปรี หรือ รูปไข่กลับปนรูปรี กว้าง 3-8 เซนติเมตร ยาว 10-16 เซนติเมตร ปลายใบเป็นติ่งมน โคนใบสอบแคบหรือกลม เส้นใบมี 4-6 คู่ ก้านใบยาว 1-1.5 ซม. สีเหลือง มีรอยย่น ดอก ออกเป็นช่อสั้นๆตามง่ามใบยาว 0.3-1.5 ซม. มีดอกช่อละ 1-1.5 เซนติเมตร สีเหลือง มีรอยย่น ดอก ออกเป็นช่อสั้นๆตามง่ามใบยาว 0.3-1.5 ซม. มีดอกช่อละ 1-3 ดอก มีขนเล็กน้อยราบกับผิว [url=http://www.disthai.com/]สมุนไพร[/url] ดอกเพศผู้ รวมทั้งดอกเพศภรรยาอยู่ต่างต้นกัน ดอกเพศผู้ มีกลีบเลี้ยง 5 กลีบ ขนาดเล็ก กลีบสีขาวอมเขียว เชื่อมชิดกันเป็นหลอด ปลายแยกเป็น 5 กลีบ เกสรเพศผู้มี 5 อัน เชื่อมติดกับหลอดกลีบดอกไม้ เกสรเพศเมียเป็นหมัน มีขน ดอกเพศภรรยา มีกลีบเลี้ยงรวมทั้งกลีบดอกไม้เหมือนดอกเพศผู้ แต่ว่ามีขนาดใหญ่กว่าเล็กน้อย เกสรเพศผู้เป็นหมันมี 5 อัน รังไข่รูปไข่ มีขน ผล รูปขอบขนานแกมรูปรี กว้าง 2-2.7 เซนติเมตร ยาว 3-4 เซนติเมตร สีเขียวสุกมีสีม่วงอมน้ำเงิน หรือ ค่อนข้างจะดำ มี 1 เมล็ด

นิเวศน์วิทยา
: ขึ้นตามป่าดิบ หรือป่าผลัดใบชื้น ที่สูงจากระดับน้ำทะเลไม่เกิน 900 มัธยม พบทางภาคเหนือ ภาคอีสาน ภาคทิศตะวันออก ภาคตะวันออกเฉียงใต้ รวมทั้งภาคใต้ของไทย
สรรพคุณ : ใบ น้ำต้มรับประทานแก้เหน็บชา

11

สมุนไพรว่านหอมแดง
ว่านหอมแดง Eleutherine palmifolia (L.) Merr.
บางถิ่นเรียก ว่านหอมแดง (ภาคกลาง) บ่อพบ เพาะบีเบ (กะเหรี่ยง-แม่ฮ่องสอน) ว่านไก่แดง ว่านเข้า ว่านหมาก (ภาคเหนือ) ว่านเพลาะ (จังหวัดเชียงใหม่)
  ไม้ล้มลุก หัวใต้ดินรูปไข่ยาว สีแดง มีลักษณะเหมือนหัวหอม ลำต้นที่อยู่เหนือดินตั้ง โค้ง หรือ เอนนอนแม้กระนั้นปลายโค้งขึ้น ใบ แทงขึ้นมาจากพื้นดิน รูปหอก จีบทับกันเหมือนพัด กว้าง 1-2.5 เซนติเมตร ยาว 25-60 ซม. ปลายใบแหลม โคนใบแคบ ขอบใบเรียบ ขนสะอาด ใบที่ออกตามลำต้นมีขนาดเล็ก ดอก ออกเป็นช่อ ก้านช่อยาว 2.5-4 เซนติเมตร ตั้งตรง หรือ กางออก ชอบโค้งกาบห่อดอกมี 2-10 อัน ซ้อนกันอยู่ที่ง่ามใบใกล้ยอด ยาว 12-16 มิลลิเมตร สีเขียว ดอกมีจำนวน 4-10 ดอก ก้านดอกยาว 1-1.5 ซม. ถูกกาบหุ้มดอกหุ้มห่อไว้ ดอกสีขาว มี 6 กลีบ กว้าง 1.5-3.5 เซนติเมตร รูปขอบขนาน รูปไข่กลับ หรือ รูปช้อน เรียงเป็น 2 วง กลีบที่อยู่วงในมีขนาดเล็กกว่ากลีบวงนอก เกสรเพศผู้มี 3 อัน สีเหลืองสด ติดอยู่ที่โคนกลีบ ก้านเกสรไม่ติดกัน อับเรณูตั้ง รังไข่รูปรี ก้านเกสรเพศเมียสีเหลืองแยกเป็นแขนงสั้นๆ3 กิ้งก้าน ผล รูปขอบขนาน หัวตัด มี 3 ช่อง เมล็ดรูปรี อัดกันแน่น

นิเวศน์วิทยา
: กำเนิดตามป่าดงดิบราบต่ำ แล้วก็ปลูกเป็นไม้ประดับตามบ้าน
คุณประโยชน์ : หัวใต้ดิน เป็นยาขับเยี่ยว ยาระบาย ทำให้คลื่นไส้ แก้บิด และอาการอักเสบของริดสีดวงทวาร น้ำยาที่ได้จากหัวใต้ดินใช้ทาบาดแผลนิดๆหน่อยๆแมลงกัดต่อย บดเป็นผงทาแก้เจ็บท้อง

12

สมุนไพรแมงกะแซง
แมงกะแซง Ociumum americanum L.
บางถิ่นเรียก แมงกะแซง (ประจวบคีรีขันธ์)
    ไม้ล้มลุก สูง 30-100 เซนติเมตร แตกกิ่งก้านสาขา มีกลิ่นหอมหวนแรงคล้ายการบูร ลำต้นและกิ่งมีสันตามยา ปกคลุมด้วยขนสั้นๆหรือขนสะอาด ใบ ผู้เดียว ออกตรงข้าม รูปใบหอกถึงรูปรี กว้าง 0.9-2.5 ซม. ยาว 2.5-5 ซม. ปลายใบแหลม โคนใบสอบ ขอบใบเรียบ หรือหยักมนห่างๆผิวใบมีต่อมเป็นจุดๆทั้งด้านบนและก็ด้านล่าง ไม่มีขน ก้านใบยาว 1-2.5 ซม. ดอก ออกเป็นช่อแบบกระจะที่ยอดและก็ที่ปลายกิ่ง เป็นช่อคนเดียวหรือแตกกิ่งก้านสาขา ยาว 7-15 ซม. ริ้วเสริมแต่งรูปใบหอกแกมรี ยาว 2-3(-5) มิลลิเมตร ปลายแหลม มีขน ก้านดอกสั้น กลีบเลี้ยงสีเขียว เชื่อมกันเป็นหลอดรูประฆัง ยาว 2-2.5 มิลลิเมตร (เมื่อได้ผลยาว 3-4.5 มิลลิเมตร) ปลายหลอดแยกเป็นปาก ปากบนแบนกว้างและก็ใหญ่ (เมื่อได้ผลสำเร็จจะโค้งกลับ) ขอบมีขน ปากด้านล่างมีแฉกแหลม 4 แฉก รูปลิ่มกลับปนรูปใบหอก มีต่อมเป็นตุ่มกลมมีก้านชู สมุนไพร เจอทั้งยังข้างในรวมทั้งข้างนอก ภายในปกคลุมด้วยขนยาวรวมทั้งนุ่ม ด้านนอกมีขนสีขาว กลีบดอกสีขาวเชื่อมชิดกันเป็นหลอด ยาว 4-6 มม. สะอาด หรือมีขนสั้นๆปลายหลอดแยกเป็นปาก ปากบนตัด มีหยัก 4 หยัก ขนาดเกือบเท่ากัน ปากข้างล่างยาว ขอบเรียบโค้งลง เกสรเพศผู้ 4 อัน เรียงเป็น 2 คู่ ก้านเกสรเล็ก ยาวพ้นปากหลอด เกสรคู่บนมีติ่งใกล้โคนก้านเกสร เกสรเพศเมียมี 1 อัน ก้านเกสรสีชมพู ผล ขนาดเล็ก รูปรีแคบ ยาว 1.2 มิลลิเมตร สีดำ มีจุดใสๆเมื่อนำไปแช่น้ำจะมีวุ้นห่อรอบเมล็ด

นิเวศน์วิทยา
: ขึ้นจากที่รกร้าง พบที่ จ.ประจวบฯ
สรรพคุณ : อีกทั้งต้น ประชาชนประยุกต์ใช้เพื่อไล่ยุงรวมทั้งแมลง

Tags : สมุนไพร

13

[url=http://www.disthai.com/]สมุนไพรงาขี้ม้อน[/url][/size][/b]
งาขี้ม้อน Perilla frutescens (L.) Britton
บางถิ่นเรียก งาขี้ม้อน (ภาคเหนือ) สวยน (งู-แม่ฮ่องสอน) งอแง (กาญจนบุรี) นอ (กะเหรี่ยง-แม่ฮ่องสอน) น่อง (กะเหรี่ยง-จังหวัดกาญจนบุรี)
ไม้ล้มลุก ตั้งตรง สูง 50-150 ซม. ลำต้นเป็นสี่เหลี่ยมมนๆระหว่างเหลี่ยมเป็นร่อง แตกกิ่งก้านสาขา มีกลิ่นหอมหวน มีขนยาวละเอียดสีขาวปกคลุมหนาแน่น เมื่อโตเต็มที่ ที่โคนต้นสะอาด ส่วนโคนต้นแล้วก็โคนกิ่งแข็ง สมุนไพร ใบ โดดเดี่ยว ออกตรงข้าม รูปไข่หรือกลม กว้าง 2-8 ซม. ยาว 3-9.5 เซนติเมตร ปลายใบเรียวแหลมหรือแหลมเป็นติ่งยาว โคนใบกลม ป้าน หรือ ตัด ขอบของใบจักแบบฟันเลื่อย สีเขียวอ่อน ด้านล่างสีอ่อนกว่าข้างบน มีขนทั้งคู่ด้าน ตามเส้นใบมีขนหนาแน่น ด้านล่างมีต่อมน้ำมัน ก้านใบยาว 10-45 มิลลิเมตร มีขนยาวหนาแน่น ดอก ออกเป็นช่อกระจะ ตามง่ามใบและที่ยอด ริ้วตกแต่งดอกย่อย รูปไข่ กว้าง 2.5-3.2 มิลลิเมตร ยาว 3-4 มม. ไม่มีก้าน โคนริ้วเสริมแต่งกลมกว้าง ขอบเรียบ มีขน ปลายเรียวแหลม ก้านดอกย่อยยาวประมาณ 1.5 มิลลิเมตร มีขนสีขาวปกคลุมหนาแน่น กลีบเลี้ยงเชื่อมติดกันเป็นรูประฆัง ยาวโดยประมาณ 2 มิลลิเมตร ปลายแยกเป็นแฉกแหลม 5 แฉก แฉกกลางข้างบนสั้นกว่าแฉกอื่นๆมีเส้นตามยาว 10 เส้น ด้านนอกมีขนรวมทั้งมีต่อมน้ำมัน ภายในมีขนยาวเรียงเป็นวงรอบปากหลอด เมื่อดอกรุ่งโรจน์ไปเป็นผลแล้ว กลีบเลี้ยงจะใหญ่ขึ้น กลีบดอกไม้สีขาว เชื่อมชิดกันเป็นหลอดทรงกระบอก ปลายแยกเป็นปาก ยาว 3.5-4 มิลลิเมตร ข้างนอกมีขน ข้างในมีขนเรียงเป็นวงอยู่กึ่งกลางหลอด ปากบนปลายเว้าบางส่วน ปากด้านล่างมี 3 หยัก ปลายมนหยักกึ่งกลางใหญ่กว่าหยักอื่นๆและเฉพาะหยักนี้ข้างในมีขน เวลาดอกบานกลีบนี้จะกางออก เกสรเพศผู้มี 4 อัน เรียงเป็นคู่ คู่บนสั้นกว่าคู่ข้างล่างเล็กน้อย ก้านเกสรเกลี้ยง อับเรณูมี 2 พู ข้างบนชิดกัน ด้านล่างกางออก จานดอกเห็ดชัด รังไข่ยาวราวๆ 3 มม. มีพูกลมๆ4 พู ก้านเกสรเพศเมีย ยาว 2.6-3 มม. ปลายแยกเป็น 2 แฉก ไม่มีขน ผล รูปไข่กลับ ขนาดเล็ก ยาวโดยประมาณ2 มม. แข็ง สีน้ำตาล หรือสีเทา มีลายรูปตาข่าย

นิเวศน์วิทยา
: มีปลูกทางภาคเหนือของประเทศไทย
คุณประโยชน์ : ใบ รวมทั้งยอดอ่อน ใช้แต่งรสอาหาร แก้ไอ แก้หวัดและก็ช่วยสำหรับในการย่อย เมล็ด น้ำมันสกัดจากเม็ดใช้ประกอบอาหารได้ กินเป็นยาชูกำลัง ทำให้ร่างกายอบอุ่นและแก้ท้องผูก

Tags : สมุนไพร

14

[url=http://www.disthai.com/]สมุนไพรสาบแร้งสาบกา[/url][/size][/b]
สาบอีแร้งสาบกา Pogostemon auricularius (L.) Hassk.
ชื่อพ้อง Dysophylla auricularia (L.) Blume สาบนกแร้งสาบกา (สุราษฎร์ธานี)
ไม้ล้มลุก อายุปีเดียว สูง 30-70 เซนติเมตร ลำต้นผู้เดียวตั้งชัน หรือ แตกกิ่งห่างๆมีขนห่างๆ ใบ โดดเดี่ยว ออกตรงกันข้าม รูปไข่แคบ หรือ รูปไข่ กว้าง 2-3 เซนติเมตร ยาว 4-6 เซนติเมตร ปลายใบแหลม โคนใบสอบ หรือ กลม ขอบใบจักแบบฟันเลื่อยไม่สม่ำเสมอกัน เฉพาะขอบบริเวณโคนใบเรียบมีขนทั้งข้างบน และด้านล่าง เนื้อใบบาง ก้านใบยาว 2-8 มม. มีขน สมุนไพร ดอก ออกเป็นช่อที่ยอดลักษณะเป็นแท่งทรงกระบอกยาว 4-7 เซนติเมตร ดอกขนาดเล็ก จำนวนหลายชิ้นอัดกันแน่นรอบแกนดอกตลอดช่อ มีขน ใบแต่งแต้มมีขนาดเล็ก รูปรีแคบ ตามขอบมีขนยาว กลีบเลี้ยงเชื่อมติดกันคล้ายรูประฆัง ยาว 1.2-1.5 มิลลิเมตร มีต่อมเป็นจุดๆปลายหยักแหลม 5 หยัก ขนาดแทบเสมอกันเมื่อดอกเจริญเติบโตไปสำเร็จ กลีบดอกไม้เชื่อมติดกันเป็นหลอดเล็ก ตรงปลายหลอดแยกเป็นแฉกมนๆ4 แฉก มีขน เกสรเพศผู้มี 4 อัน ก้านเกสรมีขน ผล รูปรี เล็ก ผิวเป็นลายร่างแหถี่ๆ

นิเวศน์วิทยา
: เป็นวัชพืชขึ้นทั่วๆไป
คุณประโยชน์ : ต้น ตำผสมกับน้ำมะนาว เป็นยาพอกท้องเด็ก แก้ปวดท้อง ท้องเสีย ขับพยาธิ ไตอักเสบ แก้ผื่นคัน น้ำต้มต้นใช้ทาถูกนวดแก้ปวด rheumatismและใช้ภายนอกเป็นยาล้างแผล

15

สมุนไพรอบเชยจีน
อบเชยจีน Cinnamomum cassia Presl
บางถิ่นเรียกว่า อบเชยจีน (ภาคกลาง) แกง (จังหวัดเชียงใหม่)
ไม้ต้น ขนาดกลางถึงกับขนาดใหญ่ สูงได้ถึง 40 มัธยม เปลือกสีน้ำตาลอมเทา กิ่งอ่อนเป็นสี่เหลี่ยม มีขนสีน้ำตาลปกคลุม ใบ คนเดียว ออกตรงกันข้าม หรือเยื้องกัน รูปขอบขนานแกมรูปไข่หรือรูปใบหอก กว้าง 2.5-6 เซนติเมตร ยาว 12-25 เซนติเมตร ปลายใบแหลมเป็นติ่งสั้นๆโคนใบแหลม ขอบของใบเรียบ เนื้อใบดก มีเส้นใบ 3 เส้นยาวออกมาจากโคนใบถึงปลายใบ ด้านบนเป็นมัน เส้นใบนูนน้อย ไม่เป็นร่อง ข้างล่างเส้นใบนูน มีขนบางส่วน เส้นใบย่อยเป็นขั้นบันไดพอเพียงมองเห็นแต่ว่าไม่กระจ่าง ก้านใบยาว 1.2-2 เซนติเมตร ด้านบนเป็นร่อง ดอก สีขาว หรือ ขาวอมเหลือง ออกเป็นช่อตามง่ามใบ และที่ปลายกิ่ง ยาว 8-16 ซม. ก้านช่อยาว 4-8 ซม. มีขนสีเหลือง ก้านดอกย่อยยาว 3-6 มม. มีขนสีน้ำตาลอมเหลือง ดอกยาวราวๆ 4.5 มม. มีกลีบรวม 6 กลีบ รูปขอบขนานปนรูปไข่กว้าง 1.5 มิลลิเมตร ยาว 2.5 มิลลิเมตร ปลายกลีบมน มีติ่งแหลม มีขนสีน้ำตาลอมเหลืองปกคลุมหนาแน่นทั้งยัง 2 ด้าน เกสรเพศผู้ที่สมบูรณ์มี 9 อัน เรียงเป็นวง 3 วงๆละ 3 อัน วงที่ 1 แล้วก็วงที่ 2 อับเรณูรูปไข่มี 4 ช่อง เบือนหน้าเข้าข้างใน ก้านเกสรมีขนนุ่ม วงที่ 3 อับเรณูหันหน้าออก ที่โคนก้านเกสรมีต่อมรูปไต 2 ต่อม เกสรเพศผู้เป็นหมันมี 3 อัน ปลายอับเรณูฝ่อเป็นรูปลูกศร รังไข่รูปกลมแกมรูปไข่ ยาวราวๆ 1.7 มิลลิเมตร เกลี้ยง ก้านเกสรเพศเมียเรียวเล็กเหมือนเส้นด้าย ปลายเกสรเล็ก ผล รูปรี ยาว 10-13 มิลลิเมตร แก่สีม่วงดำ ผิวเกลี้ยง

นิเวศน์วิทยา
: ขึ้นได้ทั่วๆไปในป่าดงดิบ
สรรพคุณ : สมุนไพร ต้น มีคุณประโยชน์คล้ายกับต้นการบูร เปลือกต้นเป็นยาบำรุงแก้มือและก็เท้าเย็น แก้เจ็บท้อง แก้ท้องร่วง ช่วยสำหรับการย่อย ขับลม เพิ่มเลือดแล้วก็แก้ปวดหัว สตรีตั้งครรภ์ไม่สมควรใช้ เข้าเครื่องยา เป็นยาขับรอบเดือนและขับเหงื่อ

หน้า: [1] 2 3 ... 11