แสดงกระทู้

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.


Messages - watamon

หน้า: [1] 2 3
1

กระชายดำ สมุนไพรไทยแท้ ปลูกง่าย ขายคล่อง
            ในช่วง 10 ปีหลังมานี้ กระแสความชอบในการหันมาใช้สมุนไพรแทนการใช้ยาแผนปัจจุบันของคนไทยนั้น ถือได้ว่ากระแสแรงเป็นอย่างมาก ซึ่งอาจจะมีสาเหตุเนื่องมาจาก  ผู้บริโภคเกิดความตื่นตัว และรับรู้ข้อมูล ผลข้างเคียงของยาแผนปัจจุบันที่มีผลต่อกระบวนการทำงานของไต  และอวัยวะภายในร่างกายของมนุษย์ จนทำเกิดการเจ็บป่วยแบบสะสมในอวัยวะภายในเหล่านั้น และกลายเป็นโรคที่มีจำนวนผู้ป่วยมาก ติด 5 อันดับแรกของการเจ็บป่วยของประเทศ  ดังนั้นคนไทยจึงหันมาใช้สมุนไพรในการดูแล และเยียวยาโรค รวมถึงใช้เป็นอาหารเสริมกันอย่างแพร่หลาย โดยสมุนไพรที่ใช้นั้นมีทั้งสมุนไพรจีน และสมุนไพรที่เป็นสมุนไพรไทยแท้ เช่น กระชายดำ เถาเอ็นอ่อน มะขามป้อม ฯลฯ แต่ในกระแสสมุนไพรฟีเวอร์ในปัจจุบันนี้ หากจะนับสมุนไพรไทยที่เป็นที่รู้จักกันอย่างแพร่หลาย เชื่อได้ว่า กระชายดำ คงเป็นชื่อสมุนไพรที่ทุกท่านเคยได้ยินบ่อยๆอย่างแน่นอน สำหรับกระชายดำ เป็นสมุนไพรของไทยแท้ๆ เพราะมีถิ่นกำเนิดในไทย และพบได้ทุกภาคของไทย  โดยจัดเป็นพืชล้มลุก มีเหง้าใต้ดิน และเราใช้เหง้ามาเป็นสมุนไพรและใช้ประโยชน์ในคุณสมบัติต่างๆ เหง้าลักษณะ กลมๆ เรียงต่อกัน มีสีน้ำตาล หากหักออกเนื้อในจะเป็นสีม่วงมีกลิ่นหอม ในอดีตการปลูกกระชายดำนั้นไม่ได้เพาะไว้เพื่อเป็นเศรษฐกิจ หรือการขายแต่อย่างใด แต่จะขยายพันธุ์ไว้ละแวกบ้านหรือในกระถาง เพื่อรักษาโรคและใช้เป็นยาบำรุงในครัวเรือนเท่านั้น แต่ในปัจจุบัน กระชายดำเป็นที่ชอบในการนำมาทำยาสมุนไพรทั้งในรูปแบบการกินสด หรือการแปรรูปในรูปแบบต่างๆ เพื่อการรักษาโรคและเป็นอาหารเสริม จึงจำเป็นต้องมีการขยายพันธุ์และการปลูกกระชายดำ เพื่อให้เพียงพอต่อความต้องการของตลาด  โดยการเพาะ กระชายดำนั้น  ทำได้โดยการใช้หัวหรือเหง้าปลูก เช่น ขิง ข่า ขมิ้นชัน เพราะพืชจำพวกนี้ชอบดินร่วนซุย ระบายน้ำดี  โดยขุดหลุมกว้างประมาณ 1 จอบ ลึก 10 – 15 ซม. แล้วนำแง่งกระชายดำ  ใส่ในหลุมแง่งเล็กใช้ 1 – 2 แง่ง หากแง่งใหญ่สมบูรณ์ใช้แง่งเดียว  เพราะเมื่อกระชายดำโตขึ้น จะแตกหน่อขยายไปเรื่อยๆเอง  ส่วนแง่งที่เราเพาะปลูก จะเหี่ยวและแห้งไป โดยให้ระยะเพาะปลูก ระหว่างแถบประมาณ 30 เซนติเมตร ระหว่างต้น 25 – 30 เซนติเมตร ฤดูที่เหมาะสมที่จะเพาะปลูก คือ ฤดูฝน ช่วงเดือนพฤษภาคม ถึง เดือนมิถุนายน ในการเพาะปลูก ครั้งแรกควรขยายพันธุ์ ให้ได้อายุ 1 ปี ค่อยเก็บเกี่ยว หลังจากครั้งแรก ควรปลูก ให้ได้อายุประมาณ 10 – 12 เดือน และควรให้ใบและลำต้นเหี่ยวแห้งหลุดออกจึงทำการเก็บเกี่ยว เพราะจำทำให้ได้ กระชายดำที่ปริมาณ ตัวยาเข้มข้น
            โดยในราคาขายกระชายดำในปัจจุบันนั้น หากในฤดูกาล ราคา 100 – 120 บาท/กิโลกรัม หากเป็นนอกฤดูกาล ราคาอยู่ที่ 150 บาท/กก. เลยทีเดียว เมื่ออ่านแล้วทุกท่าน สนใจการเพาะ หรือเปล่าครับ เพาะ ง่าย ดูแลง่าย ขาดก็คล่อง แถมราคาดีอีก เหมาะสมกับหัวข้อ “กระชายดำ สมุนไพรแท้ เพาะ ง่าย ขายคล่อง”

Tags : หัวกระชายดำ,การขยายพันธุ์กระชายดำ,เหง้ากระชายดำ

2

กระชายดำ “ผู้หญิงใช้ได้ ผู้ชายใช้ดี”
            อย่างที่ทราบกันดีว่า ยุคปัจจุบันนี้ คือ ยุคทองของสมุนไพรอย่างแท้จริง เพราะมนุษย์เราเริ่มกลับเข้าหาธรรมชาติแล้ว  หลังจากที่เราเกิดจากธรรมชาติแล้วก็ทิ้งธรรมชาติ ไปหาความเจริญและนวัตกรรมใหม่  มีการใช้สารเคมีในชีวิตประจำวันมากขึ้น  และเมื่อสารเคมีเหล่านั้นเริ่มมีผลกระทบต่อสุขภาพ เราจึงหันไปหาธรรมชาติ โดยหาวัตถุดิบจากธรรมชาติ เพื่อนำมาใช้สรรพคุณในกิจกรรมต่างๆ ในชีวิตประจำวัน รวมถึงการนำมาทำยาเยียวยาโรค นั้นก็คือ  สมุนไพรนั้นเอง  ในประเทศไทยนั้นหากจำกันได้ มีระยะหนึ่งที่วงการสมุนไพรของไทยเกิดกระแส กระชายดำฟีเวอร์ โดยมีความต้องการของตลาดอย่างมาก  เพื่อที่จะนำไปทำยาเยียวยาโรค หรือผลิตภัณฑ์อาหารเสริมต่างๆ มีการส่งเสริมให้ขยายพันธุ์กระชายดำ ยังเป็น 1 ใน 5 โปรดักส์แชมเปี้ยน ของกระทรวงสาธารณสุขอีกต่างหาก  นับได้ว่า กระชายดำเป็นสมุนไพรของไทยที่มีผู้คนสนใจและนิยมใช้กันมาก นั้นก็เพราะคุณสมบัติของกระชายดำนั้นมีมากมายหลายอย่างและสามารถใช้ได้ทั้งหญิงและชาย ซึ่งสรรพคุณทั่วไปของกระชายดำที่นิยมนำมาใช้ประโยชน์ก็คือ  บำรุงกำลัง แก้ปวดเมื่อย แก่จุดเสียด แก้ปวดท้อง คล้ายๆกับ ประโยชน์ของ ไพล ซึ่งเป็นพืชในวงศ์เดียวกัน แต่มีคุณสมบัติอีกตัวหนึ่งที่ทำให้กระชายดำแตกต่างจากพืชวงศ์นี้ คือ สำหรับเพศชาย มีคุณสมบัติเพิ่มสมรรพภาพทางเพศ ทำให้ท่านชายฟิตปั๋ง โดยกระชายดำ มีผลเพิ่มการไหลเวียนของเลือดไปยังอวัยวะเพศ ทำให้กล้ามเนื้อเรียบของอวัยวะเพศคลายตัว ทำให้แข็งตัวได้ง่าย(กระชายดำไม่ได้มีฤทธิ์ปลุกอารมณ์ทางเพศ)และมีการแข็งตัวที่นานกว่าเดิม โดยมีการวิจัยอ้างอิงในทฤษฎีนี้คือมีการนำอาสาสมัครเพศชาย อายุเฉลี่ย 65 ปี ให้กินสารสกัดกระชายดำ 90 มิลลิกรัม/วัน เป็นเวลา 2 เดือน มีผลทำให้องคชาติมีความยาวเพิ่มขึ้น ลดเวลาการหลั่ง และเพิ่มความแข็งตัว โดยมีผลตลอดเวลา 2 เดือน ที่ทำการค้นหา แต่เมื่อหยุดกินก็กลับเข้าสู่ภาวะปกติ  สำหรับผู้หญิง กระชายดำมีประโยชน์  แก้มดลูกหย่อน  เยียวยามดลูกพิการ ปรับสมดุลของฮอร์โมนเพศหญิงแก่ประจำเดือนมาไม่ปกติ  ซึ่งส่วนนี้มีสรรพคุณเหมือน ว่านชักมดลูก
            ดังนั้น กระชายดำจึงเป็นสมุนไพรที่ใช้ได้ทั้งชายและหญิงเพราะมีคุณสมบัติเฉพาะตัวสำหรับเพศชายและเพศสตรี ซึ่งเมื่อกินเข้าไปแล้ว ออกฤทธิ์กับฮอร์โมนแต่ละเพศแตกต่างกันตามที่กล่าวมาแล้ว โดยพูดได้ว่า กระชายดำ เป็นสมุนไพร 2 in 1 อย่างแท้จริง ในการใช้กระชายดำแบบพื้นบ้านในสมัยก่อนนั้น จะนำมาทำเป็นยาลูกกลอน คือ เอาผงแห้งมาผสมน้ำผึ้งและปั้นเป็นลูกๆ หรือนำมาดองเหล้า ปัจจุบันมีการนำนวัตกรรมใหม่ๆ มาแปรรูปกระชายดำ หลากหลายรูปแบบ เช่น ชาชง แคปซูล ยาน้ำ กาแฟกระชายดำ และที่เก๋สุดๆ คือ นำมาทำไวน์กระชายดำ กันเลยทีเดียว
            แต่มีบางรายงานว่า กระชายดำอาจทำให้ตับผิดปกติ หากใช้ในจำนวนที่สูงเกินไป หรือ ใช้ติดต่อเป็นเวลานานดังนั้น  ผู้มีปัญหาเกี่ยวกับตับ ควรขอคำแนะนำแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญ  รวมถึงควรหลีกเลี่ยงการใช้ติดต่อกันเป็นเวลานานด้วน เรื่องสมุนไพร หาก ฉลาดรู้ ฉลาดใช้ ปลอดภัย 100% ครับ

Tags : หัวกระชายดำ

3

(อิทธิ) ฤทธิ์และความเป็นพิษของกระชายดำที่คุณควรรู้
            ในสังคมของไทยในอดีตมาจนถึงปัจจุบัน สังเกตได้ว่าจะมีเรื่องราวความเชื่อ เกี่ยวข้องกันมากับวิถีชีวิตของคนไทยในแทบทุกเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นด้านสังคม , ศาสนา , วัฒนธรรม รวมถึงเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ที่มีอยู่ในชีวิตประจำวัน แต่ในระยะหลังมานี้ ความเจริญทางด้านวิทยาศาสตร์ เข้ามามีบทบาทมากขึ้นในวิถีชีวิตของคนไทยสังคมไทยเรา ความเชื่อบางเรื่องถูกท้าทายด้วยวิทยาศาสตร์ และข้อมูลสำคัญทางวิทยาศาสตร์ , การ ค้นพบต่างๆ ก็ สามารถนำมาหักล้างความเชื่อของคนไทยในหลายๆเรื่องได้ แต่ว่าแม้ความเชื่อเหล่านั้นจะถูกวิทยาศาสตร์หักล้างได้แล้วแต่ก็จะมีกลุ่มคนอีก ปริมาณหนึ่งก็จะยังคงเชื่อในสิ่งที่เขาเชื่อนั้นโดยไม่สนใจในข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ที่ชี้ชัดในเรื่องนั้นๆ รวมถึงยังมีความเชื่ออีก จำนวนหนึ่งที่วิทยาศาสตร์ก็ยังไม่ อาจระบุและหักล้างได้  ดังนั้นวิถีความเชื่อต่างๆ นั้นก็จะยังมีอิทธิพลกับสังคมไทยในปัจจุบันอยู่  ในเรื่องสมุนไพรในอดีตก็เช่นกัน ก็ถูกบอกเล่าสืบต่อจากบรรพบุรุษจากรุ่นสู่รุ่น ว่าสมุนไพรตัวนั้นใช้ เยียวยาโรคนั้น ตัวนี้ใช้ เยียวยาโรคนี้ โดยไม่ได้มีการ ค้นคว้าทางวิทยาศาสตร์ ทั้งด้านเภสัชวิทยา และพิษวิทยา แต่อย่างใด อย่างเช่น ไพล ใช้ถูท้อง หรือต้มให้แม่และเด็กกินจะแก้ท้องอืดในเด็ก ทำให้เด็กที่กินนมแม่ท้องไม่อืด ว่านชักมดลูกเมื่อต้มให้ สตรีที่คลอดลูกใหม่ๆ กิน เพื่อขับของเสียออกเร็วๆ และทำให้มดลูกเข้าอู่เร็ว เป็นต้น
            ซึ่งผู้คน ในอดีตนั้นอาจจะลองผิดลองถูก มาแล้วเมื่อใช้ได้ผลจริงจึงบอกต่อกันมา แต่ในปัจจุบันที่มีกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ และวงการแพทย์ที่ก้าวหน้านั้น อาจ วิจัยและวิจัยสมุนไพรถึง สรรพคุณ เภสัชวิทยา และ พิษวิทยาได้โดยแม่นยำและได้รับการรับรองจากสถาบันทางการแพทย์ชั้นนำของโลก จึงทำให้การใช้สมุนไพรในปัจจุบันนั้นปลอดภัย เพราะมีข้อมูลการ วิจัยในด้านต่างๆ อย่างครบครัน ในที่นี้เราจะกล่าวถึง “กระชายดำ” สมุนไพรตัวท๊อปของไทย โดยเราจะมาดูว่า ฤทธิ์ทางเภสัชวิทยา และพิษวิทยา ของกระชายดำ นั้น มีอะไรบ้างที่เด่นชัด โดยจากการ ทดลองวิจัยกระชายดำ จากข้อมูลหลายๆ แหล่งที่พอจะรวบรวมได้นั้น มีดังนี้ กระชายดำมีสารต่างๆ ในเหง้า คือ มีน้ำมันหอมระเหย ที่ประกอบด้วยสารต่างๆ อาทิ camper bomeol  zingiberene และยังพบสาร flavonoids anthocyanin trimethoxyflarone ฯลฯ ส่วนฤทธิ์ทางเภสัชวิทยา ของ กระชายดำนั้น แบ่งได้ คือ ฤทธิ์ต้านการอักเสบ พบว่า สาร 5,7 ได้เมธอกซีพลาโวน ในกระชายดำ สามารถต้านการอักเสบได้โดย อาจต้านการอักเสบแบบเฉียบพลันได้ดีกว่าแบบเรื้อรัง ฤทธิ์ต้านเชื้อจุลินทรีย์ พบว่า สาร trimethoxyflavone และ tetamethoxyflavone ในกระชายดำ อาจต้านเชื้อที่เป็นสาเหตุของโรคมาลาเรีย ลักษณะ PF. และยัง อาจต้านเชื้อ canolida albicans และ mycobacterium ได้
            ฤทธิ์ขยายหลอดเลือดแดง พบว่า สารสกัดกระชายดำนั้น พบว่ามีฤทธิ์ขยายหลอดเลือดแดงใหญ่ของหนู ทดลองและทำให้ยับยั้งการเกาะกลุ่มของเกร็ดเลือดในคนได้
ส่วนในการ ค้นคว้าความเป็นพิษของกระชายดำนั้น พบว่า การ ค้นคว้าพิษเรื้อรัง หนู ทดลองที่ได้รับสารสกัดกระชายดำ มีน้ำหนักและสุขภาพเป็นปกติเหมือนกับหนู วิจัยกลุ่มควบคุม แต่มีเม็ดเลือดขาวบาง ลักษณะต่ำกว่ากลุ่มควบคุมแต่อยู่ในช่วงค่าปกติอยู่  และผลการตรวจจุลพยาธิวิทยาไม่พบการเปลี่ยนแปลง ที่จะ สามารถบ่งชี้ว่า เกิดจากความเป็นพิษ สารสกัดกระชายดำ
            นี่เป็นเพียงงานค้นคว้าทดลองและวิจัยกระชายดำบางส่วนเท่านั้น ในการ ค้นหาทดลองของนักลองต่างประเทศในกระชายดำยังมีอีกหลายชิ้นที่ยากเกินจะหยิบยกมาให้หมด แต่ถึงแม้จะมีงานทดลองที่ระบุว่ากระชายดำไม่ก่อให้เกินความเป็นพิษ แต่ก็ยังไม่มีผลการ ทดลองในคน  ดังนั้นควร ทานให้พอเหมาะ และไม่ควร กินต่อต่อกันเป็นเวลานานเกินไป

Tags : ขายกระชายดำ,การปลูกกระชายดำ

4

รูปแบบขนาด / วิธีใช้

  • ผลดิบกินเป็นผลไม้สด รสเปรี้ยวขมอมฝาด มีแทนนินเป็นจำนวนมาก หรือนำไปดองเกลือ
  • ผลห่ามนำไปจิ้มน้ำพริก
  • ผลอ่อนใช้เป็นยาระบาย ผลแก้เป็นยาฝาดสมาน แก้ลมจุกเสียด เยื่อหุ้มเมล็ดแก้ขัดและโรคเกี่ยวกับน้ำดี มีสารอาหารที่เป็นประโยชน์หลายชนิด  เช่น  วิตามินซี  วิตามินเอ  แคลเซียม ฟอสฟอรัส ชาวกะเหรี่ยงใช้ผลย้อมผ้า
  • ผลสุก 5 – 6 ผลต้นกับน้ำใส่เกลือเล็กน้อย ใช้เป็นระบายอ่อนๆ ใช้น้ำประมาณ 1 ถ้วยแก้ว จะถ่ายหลังจากอุปโภคแล้วประมาณ 2 ชั่วโมง
การศึกษาทางเภสัชวิทยา[/url] [/b]
ยับยั้งเชื้อแบคทีเรีย Samonella และ Shigella
            มีการรายงานทางการค้นพบพบว่า สาร 1,2,3,4,6-penta-O-galloyl-β-D-giucose ที่สกัดแยกได้จากผลของสมอไทยมีฤทธิ์หยุดเอ็นไซม์ acetylcholinesterase  และ  butyrylcholinesterase  โดยให้ค่า IC₅₀ เท่ากับ 29.9±0.3 µM และ 27.6±0.2 µM ตามลำดับ และยังมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระได้อย่างมีประสิทธิภาพมาก โดยให้ค่า IC₅₀ เท่ากับ 4.6±0.2 µM สารสกัดเมทานอลจากผลสามารถจับกับ NMDA และ GABA receptors จากข้อมูลข้างต้นจะเห็นได้ว่าสมอไทยเป็นพืชสมุนไพรที่น่าสนใจอีกชนิดหนึ่งที่มีศักยภาพสามารถที่จะพัฒนาต่อไป  แต่ยังขาดการศึกษาในขั้นตอนสัตว์ทดลอง และ ขั้นคลินิก ซึ่งจะช่วยยืนยันถึงประสิทธิภาพของสมอไทยในการนำไปใช้ป้องกันและรักษาภาวะสมองเสื่อม

การศึกษาทางพิษวิทยา 
ความเป็นพิษของสมอไทยในหนูถีบจักร โดยการใช้ผงแห้งและสารสกัดด้วยน้ำจากผลแห้งของสมอไทย จากผลการวิจัยเบื้องต้นพบว่าหนูถีบจักร ทั้งเพศผู้และเพศเมียที่ได้รับสารในรูปของผงจากผลแห้งของสมอไทยขนาด 0.5 , 2.5  และ  5.0 กรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม ในระยะกึ่งเรื้อรัง (5 วันต่อสัปดาห์ เป็นระยะเวลา 13 สัปดาห์) ไม่มีความเป็นพิษเกิดขึ้นอย่างชัดเจนต่อการเปลี่ยนแปลงน้ำหนักตัวและค่าต่างๆ เมื่อทำการตรวจเลือดทางชีวเคมี การตรวจทางโลหิตวิทยา น้ำหนักของอวัยวะและพยาธิสภาพของ ตับ ไต ม้าม และธัยมัส การตรวจสอบความเป็นพิษของสารสกัดด้วยน้ำจากผลแห้งของสมอไทยในหนูถีบจักรเพศผู้และเพศเมีย ที่ได้รับสารสกัดขนาด 0.2,1.0  และ 5.0  กรัม ต่อน้ำหนักตัว 1  กิโลกรัม 7 วันต่อสัปดาห์ เป็นเวลา  13 สัปดาห์ ความเป็นพิษของสมอไทยค้นคว้า จากการชั่งน้ำหนักตัว  การตรวจเลือดทาง ชีวเคมี การตรวจทางโลหิตวิทยา น้ำหนักของอวัยวะ สังเกตดูพยาธิสภาพของตับ ไต ม้ามและธัยมัส ซึ่งค่าทั้งหมด ถูกใช้ในการแสดงถึงความเป็นพิษของสมอไทย พบว่าสารสกัดด้วยน้ำของสมอไทยไม่ได้ทำให้เกิดความเป็นพิษอย่างชัดเจนต่อน้ำหนักตัว
            การทดสอบพิษเฉียบพลันของสารสกัดผลด้วยเอทานอล 50% โดยให้หนูกินในขนาด 10 กรัม ต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม (คิดเป็น 1000 เท่า เปรียบเทียบกับขนาดรักษาในคน) และให้โดยการฉีดเข้าใต้ผิวหนังหนู ในขนาด 10 กรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม ตรวจไม่พบอาการเป็นพิษ
 
 
 
 
 
 

5

สรรพคุณว่านน้ำ
ตำรายาไทย: เหง้า เป็นยาขับลม ยาหอม แก้ธาตุพิการ เป็นยาขมช่วยเจริญอาหาร ช่วยได้ในอาการท้องเสีย อาหารไม่ย่อย และอ่อนเพลีย ราก แก้ไข้มาลาเรีย แก้หวัด หลอดลมอักเสบ แก้เจ็บคอ แก้ปวดฟัน  เป็นยาระบาย แก้เส้นกระตุก บำรุงหัวใจ แก้หืด แก้เสมหะ เผาให้เป็นถ่านทานถอนพิษสลอด แก้ปวดศีรษะ แก้ลงท้อง พอกแก้ปวดตามข้อและกล้ามเนื้อ แก้บิด แก้ไอ แก้ปวดท้อง แก้จุกเสียด หัว ใช้ขับลมในท้อง แก้ท้องขึ้นอืดเฟ้อ แน่นจุกเสียด ช่วยย่อยอาหาร แก้โรคกระเพาะอาหาร แก้ธาตุพิการ แก้ลมจุกแน่นในทรวงอก แก้ลมที่อยู่ในท้องแต่นอกกระเพาะและลำไส้ บำรุงธาตุน้ำ แก้ข้อกระดูหักแพลง ขับเสมหะ แก้ปวดท้อง แก้ท้องเสีย แก้บิด ขับพยาธิ กินมากทำให้อาเจียน บำรุงกำลัง แก้โรคลม แก้ปวดข้อ ปวดกล้ามเนื้อ แก้ไข้จับสั่น บำรุงประสาท หลอดลม บิดในเด็ก ขับเสมหะ ขับระดู ขับปัสสาวะ รากฝนกับสุราทาหน้าอกเด็กเพื่อเพื่อเป็นยาดูดพิษแก้หลอดลมและปอดอักเสบ เหง้าต้มรวมกับขิงและไพลกินแก้ไข้ ผสมชุมเห็ดเทศ ทาแก้โรคผิวหนัง
ตำรายาไทยแผนโบราณ
ว่านน้ำ จัดอยู่ใน “พิกัดจตุกาลธาตุ” ประกอบด้วย หัวว่านน้ำ รากนมสวรรค์ รากแคแตร รากเจตมูลเพลิงแดง สรรพคุณแก้ธาตุพิการ บำรุงธาตุ แก้จุกเสียด แก้เสมหะ แก้โลหิตในท้อง แก้ไข้ แก้ลม
           นอกจากนี้บัญชียาจากสมุนไพร: ที่มีการใช้ตามองค์ความรู้ดั้งเดิม ตามประกาศ คณะกรรมการแห่งชาติด้านยา (ฉบับที่ 5)    ปรากฏการใช้เหง้าว่านน้ำ ในยารักษาอาการโรคในระบบต่างๆของร่างกาย รวม 2 ตำรับ คือ  ยารักษากลุ่มอาการทางระบบทางเดินอาหาร ปรากฏตำรับ “ยาประสะกานพลู” มีส่วนประกอบของเหง้าว่านน้ำ ร่วมกับสมุนไพรชนิดอื่นๆ ในตำรับ มีสรรพคุณบรรเทาอาการปวดท้อง จุกเสียด แน่นเฟ้อจากอาหารไม่ย่อย เนื่องจากธาตุไม่ปกติ  ยารักษากลุ่มอาการทางสูติศาสตร์-นรีเวชวิทยา ปรากฏตำรับ “ยาประสะไพล” มีส่วนประกอบของเหง้าว่านน้ำ ร่วมกับสมุนไพรชนิดอื่นๆ ในตำรับ ใช้ในสตรีที่ระดูมาไม่สม่ำเสมอ หรือมาน้อยกว่าปกติ ขับน้ำคาวปลาในสตรีหลังคลอดบุตร  ในว่านน้ำมีสารชนิดหนึ่งเรียกว่า อาโกริน acorine มีรสขมและแอลคาลอยด์ คาลาไมท์ อยู่ในนี้เป็นยาแก้บิด เป็นยารักษาบิดของเด็ก (คือมูกเลือด) และหวัดลงคอ (หลอดลมอักเสบ) ได้อย่างดี ชาวเมี่ยนจะใช้ผลอ่อนนำมาทานร่วมกับลาบ  ช่อดอกอ่อนๆ จะมีรสหวาน เด็กชอบกิน ส่วนรากอ่อนเด็กในประเทศเนเธอร์แลนด์จะชอบนำมาเคี้ยวเล่นเป็นหมากฝรั่ง
 
สรรพคุณตามตำราการแพทย์แผนจีน
ว่านน้ำ รสขมเผ็ด สุขุม มีฤทธิ์ขับลม ขับเสมหะ สงบประสาท ใช้รักษาอาการไอ ตื่นเต้นลืมง่าย สลึมสลือ บิด ท้องเสีย ท้องอืด อาหารไม่ย่อย ปวดข้อ แผลฝีหนอง และขับพยาธิ
ข้อแนะนำ/ข้อควรระวัง
สำหรับผู้ที่มีอาการเหงื่อออกบ่อย ๆ หรือเหงื่อออกง่ายไม่ควรใช้สมุนไพรชนิดนี้ รับประทานเหง้าว่านน้ำเกินขนาดจะทำให้อาเจียนได้ และมีรายงานว่าเหง้าว่านน้ำมีสาร β-asarone ซึ่งมีความเป็นพิษต่อตับและเป็นสารก่อมะเร็ง
การแพทย์แผนไทย ห้ามกินมากกว่าครั้งละ 2 กรัม เพราะจะทำให้อาเจียน (อาจใช้ประโยชน์ในกรณีผู้ป่วยกินสารพิษ และต้องการขับสารพิษออกจากทางเดินอาหารด้วยการทำให้อาเจียน)
 
 

6

การขยายพันธุ์ขิง[/url]  [/b]
ขิงชอบดินร่วนซุย มีการระบายน้ำดี ควรเป็นดินร่วนปนทราย หรือดินเหนียวปนทรายที่มีความอุดมสมบูรณ์สูง ในการนำไปปลูกจะให้ได้ผลดีจะต้องเตรียมดินนำไปปลูกให้มีสภาพเหมาะสม ขิงสามารถเพาะปลูกได้ดีตั้งแต่ระดับน้ำทะเลจนกระทั่งความสูงประมาณ 1,500 เมตร อุณหภูมิ ขิงชอบอากาศชื้นและมีอุณหภูมิสูงพอสมควร
ขิงเป็นพืชที่ต้องการน้ำมาก ต้องการน้ำฝนโดยเฉลี่ยปีละประมาณ 80 - 100 นิ้ว ไม่ชอบขึ้นในที่ลุ่มและมีน้ำขัง เพราะจะทำให้รากเน่าได้ง่าย สถานที่เพาะปลูกขิงต้องมีที่กำบังแดดไม่ให้แดดส่องถูกกับขิงโดยตรง ถ้าแสงแดดส่องมากๆ แปลงปลูกจะร้อนซึ่งจะเป็นสาเหตุที่จะทำให้ขิงไม่งอก หรือขิงอาจจะเน่าได้ วัสดุพรางแสงอาจจะใช้ ทางมะพร้าว ใบจาก ใบหญ้าคา ฟางข้าว ไม้ไผ่ หรือไม้ระแนงก็ได้
การเพาะปลูกขิง ใช้เหง้าหรือหัวพันธุ์จากขิงแก่อายุ 10-12 เดือน เอามาผึ่งลมให้แห้ง แล้วนำมาหันเป็นท่อนๆ ยาวท่อนละ 2 นิ้ว มีตาติดอยู่ 2-3 ตา
ขิงกระจายพันธุ์ได้โดยใช้ราก มักใช้วิธีการยกร่องปลูกเพื่อให้มีการระบายน้ำดี ระยะห่างระหว่างสันร่อง ประมาณ 50 - 70 เซนติเมตร และสูงประมาณ 15 - 25 เซนติเมตร ความยาวของร่องไม่แน่นอน ขึ้นอยู่กับความเหมาะสมและขนาดของที่ดิน การนำไปปลูกขิงทำได้โดยวางท่อนพันธุ์ลงในหลุมลึกประมาณ 4 - 5 เซนติเมตร หลุมละ 1 ท่อน ระยะห่างระหว่างหลุมประมาณ 25 - 35 เซนติเมตร ขิงที่ใช้ทำพันธุ์ควรเป็นขิงแก่อายุประมาณ 10 - 12 เดือน ก่อนนำมาปลูกให้เอาขิงไปผึ่งไว้ในที่ร่มแห้งและมีอากาศถ่ายเทได้สะดวก เพื่อให้เหมาะต่อการขยายพันธุ์ต่อไป หลังจากนั้นจึงนำท่อนพันธุ์มาหั่นเป็นท่อน แต่ละท่อนยาวประมาณ 2 นิ้ว ซึ่งประกอบด้วยตาประมาณ 2 - 3 ตา แล้วนำไปแช่น้ำยาป้องกันโรครากเน่าและเชื้อรา ประมาณ 10 นาที จากนั้นนำไปผึ่งให้แห้งอีกครั้งหนึ่งก่อนที่จะเอาไปปลูก
พันธุ์ขิง
การแบ่งพันธุ์ขิง มีหลายแบบ แบ่งพันธุ์ขิงออกเป็บพันธุ์คือ พันธุ์จาไมก้า พันธุ์เซียราเลโอน พันธุ์ไนเจีย พันธุ์อินเดีย(พันธุ์โคชนและคาลิกัต) พันธุ์ Assam พันธุ์ญี่ปุนพันธุ์ Rio-Jneiro (บารซิล) พันธุ์เคอราลา และพันธุ์จีน ส่วน ธงชัย (2531) แบ่งพันธุ์ขิงออกเป็น 6 พันธุ์ด้วยกันคือ พันธุ์จาไมก้า พันธุ์อินเดีย พันธุ์ญี่ปุ่น พันธุ์อาฟริกา พันธุ์จีน และพันธุ์ไทย การค้นคว้าวิจัยเกี่ยวกับขิงในปัจจุบัน จึงออกเป็น 7 พันธุ์ด้วยกัน คือ
พันธุ์ขิง แยกได้เป็น 2 ประเภท คือ

  • ขิงใหญ่หรือขิงหยวกหรือขิงขาว รูปแง่งใหญ่ ข้อห่าง เนื้อละเอียด มีเสี้ยนน้อยมาก รสไม่เผ็ดจัด เมื่อลอกเปลือกออกเนื้อในไม่มีสี หรือมีสีเหลืองเรื่อๆ ตามที่ปรากฏบนแง่งลักษณะกลมมน ปลายใบป้านและมีความสูงมากกว่าขิงเล็ก เหมาะสำหรับรับกินเป็นขิงอ่อนหรือขิงดอง ขิงชนิดนี้มีจำหน่ายมากมายในท้องตลาด
  • ขิงเล็กหรือขิงเผ็ด บางแห่งเรียกว่า ขิงดำรูปร่างเป็นแง่งเล็ก สั้น ข้อถี่ เนื้อมีเสี้ยนมาก และรสค่อนข้างเผ็ด เมื่อลอกเปลือกออกแล้วมีสีน้ำเงินหรือน้ำเงินปนเขียว ตาบนแง่งมีลักษณะแหลม ปลายใบแหลม การแตกกอดี นิยมใช้ทำยาสมุนไพรและทำขิงแห้ง เพราะให้น้ำหนักดีกว่าขิงหยวก แต่ไม่นิยมนำไปปลูกขายในลักษณะขิงอ่อนสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม

    ขิงพันธุ์จาไมก้า(Jamaican ginger of west indies) เป็นขิงที่มีคุณภาพสูงที่สุด ภายนอกมีสีเหลืองน้ำตาลอ่อนๆ จึงถึงเหลืองอมส้ม มีกลิ่น(Aroma) และรสชาติดี มีคุณสมบัติเป็นยาสมุนไพร มักใช้อุตสาหกรรมเครื่องดื่ม (Soft drink)
    ขิงพันธุ์อินเดีย เป็นขิงที่มีแป้งมากกว่าและเผ็ดมากกว่านิยมใช้ในอุตสาหกรรมเบียร์

  • ขิงโคชิน ( Cochin ginger) เป็นขิงที่ดีที่สุดของอินเดีย ภายในเป็นสีน้ำตาลอ่อนหรือปนเทา มีกลิ่นมะนาวเล็กน้อย
  • ขิงคาลิกัต(Calicuginger) มีกลิ่นมะนาวมากกว่าขิงโคชิน ขิงคาลิกัตเป็นขิงที่ดีที่สุด มีกลิ่นและรสดีขิงชนิดนี้สามารถทำเป็นขิงแห้งได้ดีแม้จะมีใยต่ำก็ตาม
ขิงพันธุ์อาฟริกา แบ่งไดเป็น 2 ชนิด

  • ขิงไนจีเรีย (Nigeria)
  • ขิงเซียราเลโอน (Sieria leone) เนื้อภายในมีสีเหลืออ่อนถึงสีน้ำ มีเส้นใยมาก ไม่เหมาะแก่การทำขิงดองเกลือ นิยมใช้อุตสาหกรรมเนื้อ
ขิงพันธุ์จีน แง่งมีผิวขาว ไม่มีเส้นใยในเนื้อขิง จึงกับการทำขิงดอง
ขิงพันธุ์ญี่ปุ่น  เป็นขิงชนิด Zingiber mioga และ Zingiber zerumbet มีลักษณะแง่งเล็ก เปราะหักง่าย เส้นใยน้อย มีกลิ่นหอมฉุน รสเผ็ดมาก เหมาะแก่การใช้ทำมาตินี่ (Martinique ginger)
ขิงพันธุ์ออสเตรเลีย ขิงพันธุ์นี้มีลักษณะคุณภาพดีกว่าขิงพันธุ์อื่นๆ เช่น เป็นขิงที่มีกลิ่นมะนาวมากกว่าขิงพันธุ์อินเดียซึ่ง Connell and Jordan (1971) กล่าวว่า น้ำมันขิงที่สกัดจากขิงออสเตรเลียมีปริมาณกรดมะนาวสูงถึง 8-27 เปอร์เซ็นต์
 

7

รูปแบบ/ขนาดวิธีการใช้

  • แก้ท้องขึ้น ท้องอืดท้องเฟ้อ ขับลม ใช้เหง้าแห้งบดเป็นผง รับประทานครั้งละ ½ ถึง 1 ช้อนชา ชงน้ำร้อน ผสมเกลือเล็กน้อย ดื่ม
  • ดูแลรักษาอาการเคล็ดขัดยอก ฟกช้ำบวม ข้อเท้าแพลง ใช้หัวไพลฝนทาแก้ฟกบวม เคล็ด ขัด ยอกใช้เหง้าไพล ประมาณ 1 เหง้า ตำแล้วคั้นเอาน้ำทาถูนวดบริเวณที่มีอาการ หรือตำให้ละเอียด ผสมเกลือเล็กน้อยคลุกเคล้า แล้วนำมาห่อเป็นลูกประคบ อังไอน้ำให้ความร้อน ประคบบริเวณปวดเมื่อยและบวมฟกช้ำ เช้า-เย็น จนกว่าจะหาย หรือทำเป็นน้ำมันไพลไว้ใช้ก็ได้ โดยเอาไพล หนัก 2 กิโลกรัม ทอดในน้ำมันพืชร้อนๆ 1 กิโลกรัม ทอดจนเหลืองแล้วเอาไพลออก ใส่กานพลูผงประมาณ 4 ช้อนชา ทอดต่อไปด้วยไฟอ่อนๆ ประมาณ 10 นาที กรองแล้วรอจนน้ำมันอุ่นๆ ใส่การบูรลงไป 4 ช้อนชา ใส่ภาชนะปิดฝามิดชิด รอจนเย็น จึงเขย่าการบูรให้ละลาย น้ำมันไพลนี้ใช้ทาถูนวดวันละ 2 ครั้ง เช้า-เย็น หรือเวลาปวด (สูตรนี้เป็นของ นายวิบูลย์ เข็มเฉลิม อ.สนามชัยเขต จ.ฉะเชิงเทรา)
  • การเตรียมสมุนไพรไว้ใช้ดูแลเอง
  • เก็บเหง้าสดที่แก่จัดอายุ ๑๐ เดือนขึ้นไป เพราะเป็นช่วงที่มีสารสำคัญอยู่มาก ทำไว้ใช้ได้ ๓ รูปแบบ ดังนี้
  • นำเหง้าสดมาตำให้แหลกพอกบริเวณที่มีอาการ
  • ใช้รากสดล้างให้สะอาดหั่นเป็น ชิ้นบางๆ ต้มกับน้ำมันพืชโดยใช้ไฟอ่อนๆ ในอัตรา ๒:๑ ต้มจนน้ำมันที่ได้เป็นสีเหลืองใส กรองเอาเฉพาะน้ำมัน อาจผสม การบูรเล็กน้อย เพื่อประคบบริเวณที่มีอาการ เช้า-เย็น หรือเวลาปวดจนกว่าจะหาย
  • ใช้รากไพลสดตำผสมการบูรประมาณ ๑ ช้อนโต๊ะ ห่อเป็นลูกประคบและอังไอน้ำให้ร้อน ใช้ประคบบริเวณที่ปวดวันละ ๒ ครั้ง จะช่วยบรรเทาอาการปวดได้ดี และยังมีกลิ่นสมุนไพรที่ทำให้ร่างกายและจิตใจได้ผ่อนคลายลงได้
  • แก้บิด ท้องเสีย ใช้รากไพลสด 4-5 แว่น ตำให้ละเอียด คั้นเอาแต่น้ำเติมเกลือครึ่งช้อนชา ใช้รับประทาน หรือฝนกับน้ำปูนใส รับประทาน
  • เป็นยาดูแลรักษาหืด ใช้รากไพลแห้ง 5 ส่วน พริกไทย ดีปลี อย่างละ 2 ส่วน กานพลู พิมเสน อย่างละ ½ ส่วน บดผสมรวมกัน ใช้ผงยา 1 ช้อนชา ชงน้ำร้อนรับประทาน หรือปั้นเป็นลูกกลอนด้วยน้ำผึ้ง ขนาดเท่าเม็ดพุทรา รับประทานครั้งละ 2 ลูก ต้องรับประทานติดต่อกันเวลานาน จนกว่าอาการจะดีขึ้น
  • เป็นยาแก้เล็บถอด ใช้รากไพลสด 1 แง่ง ขนาดเท่าหัวแม่มือ ตำให้ละเอียดผสมเกลือและการบูร อย่างละประมาณครึ่งช้อนชา แล้วนำมาพอกบริเวณที่เป็นหนอง ควรเปลี่ยนยาวันละครั้ง
  • ช่วยทำให้ผิวหนังชุ่มชื่น และเป็นยาช่วยสมานแผลด้วย ใช้เหง้าสด 1 แง่ง ฝานเป็นชิ้นบางๆ ใช้ต้มรวมกับสมุนไพรอื่นๆ เนื่องจากไพลมี่น้ำมันหอมระเหย


 
การใช้วิธีการใช้ไพลดูแลอาการบวม ฟกช้ำ อักเสบตามคำแนะนำของกระทรวงสาธารณสุข (สาธารณสุขมูลฐาน)   

  • นำไพลมาฝานเป็นชิ้นบางๆ ใช้ถูนวดบริเวณที่อักเสบ
  • เตรียมน้ำมันไพลด้วยการจี่ในกะทะ (คั่วในกะทะ) จนได้น้ำมันสีเหลือง นำมาทาถูนวด


หมายเหตุ: ครีมน้ำมันไพลขององค์การเภสัชกรรม เตรียมจากน้ำมันซึ่งกลั่นจากหัวไพล สาระสำคัญจะเป็นน้ำมันหอมระเหย
ยาจากสมุนไพรในบัญชียาหลักแห่งชาติ    ครีมที่มีน้ำมันไพลร้อยละ 14 ทาและถูเบา ๆ วันละ 2-3 ครั้ง บริเวณที่มีอาการปวดเมื่อย ปวดบวม จากกล้ามเนื้ออักเสบ เคล็ดยอก ฟกช้ำ
การศึกษาทางคลินิก
ครีมไพลซึ่งมีน้ำมันหอมระเหยเป็นส่วนประกอบ (14%) เจอว่าใช้ภายนอกลดอาการปวดบวมในการรักษาข้อเท้าแพลง   เหง้ามีสาร veratrole มีฤทธิ์ขยายหลอดลม มีการทดสอบให้รับประทานในผู้ป่วยโรคหืดพบเห็นว่าได้ผลทั้งหืดชนิดเฉียบพลันและเรื้อรัง
การศึกษาทางเภสัชวิทยา
มีฤทธิ์ขยายหลอดลม มีการทดสอบในผู้ป่วยเด็กที่เป็นหืด พบว่าให้ผลดีทั้งในรายที่มีอาการหอบหืดแบบเฉียบพลัน มีฤทธิ์กดหัวใจ ต้านเชื้อรา ต้านเชื้อแบคทีเรีย ลดการอักเสบ แก้ปวดข้อ ปวดกล้ามเนื้อ กระตุ้นการผลิตน้ำดี ไล่แมลง ฆ่าแมลง ต้านออกซิเดชั่น ต้านฮิสตามีน เป็นยาชาเฉพาะที่ ฆ่าอสุจิ แก้หืด ยับยั้งหัวใจเต้นผิดปกติ กดการทำงานของหัวใจ ลดอัตราการเต้นของหัวใจ ลดความแรงในการเต้นของหัวใจ คลายกล้ามเนื้อมดลูก ลดการหดเกร็งของลำไส้ คลายกล้ามเนื้อเรียบ ลดความดันโลหิต
ข้อแนะนำ/ข้อควรระวัง

  • ไพลอาจทำให้เกิดการระคายเคืองผิวหนัง และเกิดอาการแพ้ที่ผิวหนังได้
  • บริโภคในขนาดสูงหรือใช้เป็นระยะเวลานาน ทำให้เกิดพิษต่อตับ และยังไม่มีความปลอดภัยที่จะนำมาใช้เป็นยารักษาโรคหืด และไม่ควรนำเหง้าไพลมาใช้บริโภคเป็นยาเดี่ยว ติดต่อกันนาน  นอกจากจะมีการขจัดสารที่เป็นพิษต่อตับออกจากไพลเสียก่อน
  • การใช้ครีมไพลห้ามใช้ทาบริเวณขอบตา เนื้อเยื่ออ่อน และบริเวณผิวหนังที่มีบาดแผลหรือมีแผลเปิด
  • ไม่แนะนำให้ใช้สมุนไพรชนิดนี้กับสตรีมีครรภ์ หรืออยู่ระหว่างการให้นมบุตรและเด็กเล็ก
การศึกษาทางเภสัชวิทยา
มีฤทธิ์ขยายหลอดลม มีการทดสอบในผู้ป่วยเด็กที่เป็นหืด พบเห็นว่าให้ผลดีทั้งในรายที่มีอาการหอบหืดแบบเฉียบพลัน มีฤทธิ์กดหัวใจ ต้านเชื้อรา ต้านเชื้อแบคทีเรีย ลดการอักเสบ แก้ปวดข้อ ปวดกล้ามเนื้อ กระตุ้นการผลิตน้ำดี ไล่แมลง ฆ่าแมลง ต้านออกซิเดชั่น ต้านฮิสตามีน เป็นยาชาเฉพาะที่ ฆ่าอสุจิ แก้หืด ยับยั้งหัวใจเต้นผิดปกติ กดการทำงานของหัวใจ ลดอัตราการเต้นของหัวใจ ลดความแรงในการเต้นของหัวใจ คลายกล้ามเนื้อมดลูก ลดการหดเกร็งของลำไส้ คลายกล้ามเนื้อเรียบ ลดความดันโลหิต
 

Tags : ไพล

8

องค์ประกอบทางเคมี
หัวบุกประกอบด้วยกลูโคแมนแนน (Glucomannan) ซึ่งมีชื่อเรียกในภาษาญี่ปุ่นว่า Konjac เป็นเส้นใยธรรมชาติ ที่มีน้ำหนักมวลโมเลกุลสูงมาก  (ultra – high molecular – weight polysaccharide) คือประมาณ 2000000 ดัลตัน  สกัดได้จากหัวใต้ดิน  โดยผ่านขั้นตอนการล้าง  และสกัดสารพิษต่างๆ ออก โดยเฉพาะสารที่ทำให้เกิดอาการคันคอหรือระคายเคืองระบบทางเดินอาหาร โมเลกุลของกลูโตแมนแนน ประกอบด้วยน้ำตาลสองชนิด คือ กลูโคส และแนมโนส  ในสัดส่วน 2:3   แป้งจากหัวบุกประกอบด้วย กลูโคสแมนแนน  ประมาณ 90% และสิ่งเจือปนอื่นๆ เช่น starch , alkaloid , สารประกอบไนโตเจนต่างๆ sulfates , chloride , และสารพิษอื่น และตรวจพบเจอผลึกของแคลเซียมออกซาเลทในเนื้อหัวบุกป่าจำนวนมาก กลูโคแมนแนนสามารถดูดน้ำ  และพองตัวได้ถึง 200 เท่า  สารกลูโคแมนแนน จะมีปริมาณแตกต่างกันออกไปตามชนิดของบุก
ในปัจจุบันนี้ บุก นิยมใช้เป็นอาหาร อาหารเสริม  และผลิตภัณฑ์ลดความอ้วน มากกว่าการใช้เป็นยารักษาโรค แต่ในตำรายาไทยสมัยก่อนมีระบุสรรพคุณไว้คือ
คุณค่าทางสมุนไพร
ตามตำราสมุนไพรของไทยโบราณได้มีผู้รวบรวมประโยชน์ไว้ดังนี้ คือ

  • หัว      ใช้เป็นยาบำรุงธาตุ  ขับลม  แก้บิด  แก้โรคไขข้ออักเสบ  บำรุงกำลัง  แก้ริดสีดวงทวาร
  • หัวสด ใช้ขับเสมหะ  หุงเป็นน้ำมันใส่แผล   กัดฝ้าหนอง  และใช้เป็นยาพอกได้ด้วย

                 นอกจากนี้ยังใช้น้ำจากหัวต้มผสมกับยางน่องไว้ใช้ยิงสัตว์

  • ราก     ใช้พอกฝี ขับระดู  และใช้แก้ริดสีดวงทวาร

    และในการค้นหาในปัจจุบันพบเจอว่า เมื่อเราอุปโภคบุกที่มีกลูโคแมนแนน ก่อนอาหารครึ่งชั่วโมงถึงหนึ่งชั่วโมง กลูโคแมนแนน จะดูดน้ำที่มีมากในกระเพาะอาหารของเรา  แล้วเกิดการพองตัวจนทำให้เรารู้สึกอิ่มอาหารได้เร็วและอิ่มได้ในระดับหนึ่ง ซึ่งจุดนี้เองที่ทำให้เรากินได้น้อยลงกว่าปกติด้วย อีกทางกลูโคแมนแนน จากบุกก็มีพลังงานต่ำมาก  กลูโคแมนแนน จึงช่วยในการควบคุมน้ำหนักและเป็นอาหารของผู้ที่ต้องการลดความอ้วนได้เป็นอย่างดี
                นอกจากนี้ สารกลูโคแมนแนนนี้ สามารถลดปริมาณน้ำตาลในเลือดได้ ก็เนื่องจากความเหนี่ยว ซึ่งหยุดการดูดซึมของกลูโคลสจากทางเดินอาหาร  ยิ่งหนืดมาก็ยิ่งมีผลลดการดูดซึมกลูโคลส ดังนั้น  กลูโคแมนแนนช่วยลดน้ำตาลได้ดีมาก  ปัจจุบันจึงใช้แป้งเป็นวุ้น เป็นอาหารสำหรับผู้ป่วยเป็นโรคเบาหวาน  และสำหรับผู้ป่วยเป็นโรคมีไขมันในเลือดสูง
    รูปแบบขนาด/วิธีการใช้ 

  • สำหรับการลดน้ำหนัก ใช้ ผงบุก 3 – 5 กรัม ต่อวัน หรือ เฉลี่ยครั้งละ 1 กรัม  โดยกินก่อนอาหารครึ่งถึงหนึ่งชั่วโมง แล้วดื่มน้ำตาม 1 – 2 แก้ว  แป้งบุกนิยมใช้ทำผลิตภัณฑ์อาหาร  และเครื่องดื่มรูปแบบต่างๆ สำหรับลดน้ำหนัก ลดความอ้วน
  • ช่วยลดและควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด กลูโคแมนแนน จะชะลอการเคลื่อนของอาหารออกจากกระเพาะอาหาร  มีผลทำให้การดูดซึมน้ำตาลจากอาหารช้าลง  จึงช่วยลดระดับของน้ำตาลในเลือดหลังการกินอาหาร (post – prandial blood sugar) ปริมาณที่ใช้ได้ผลในการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด   คือ  500 – 700 มิลลิกรัมของผงวุ้นบุกต่ออาหาร 100 แคลลอรี่
  • ช่วยลดระดับไขมันในเลือด กลูโคแมนแนน เป็นเส้นใยอาหาร จึงสามารถจับกับกรดน้ำดี (bile acid) เพิ่มการขับถ่ายกรดน้ำดีออกทางอุจจาระและลดการซึมซับไขมันจากอาหารเข้าสู่ร่างกายได้ เนื่องจากกรดน้ำดีถูกสร้างจากคอเลสเตอรอล ดังนั้นร่างกายจึงชดเชยการสูญเสียกรดน้ำดีด้วยการนำคอเลสเตอรอล มาสร้างกรดน้ำดีเพิ่มขึ้น  ทำให้ระดับคอเลสเตอรอล ลดลง  ปริมาณที่ใช้ได้ผลในการช่วยลดระดับคอเลสเตอรอล ในเลือด คือ 4 – 13 กรัม

     

9

องค์ประกอบทางเคมีว่านชักมดลูก 
สารประกอบทางเคมี   Curcuma  xanthorrhiza  พบสารกลุ่มต่างๆ ดังนี้
กลุ่ม curcuminoids เช่น curcumin , desmethoxycurcumin , bisdesmethoxycurcumin , hexahydrocumin , octahydocurcumin เป็นต้น
กลุ่ม diarylheptanoids เช่น trans-1,7-diphenylhepten-5-ol, trans , teans-1,7- diphenylheptadien-5-ol, trans, trans-1.7-diphehenylheptadien-5-one , trans-1,7-diphenyl-1,3-heptadien-u-one , 5-hydroxy-7-(4-hydroxyphenyl)-1-phenyl-(1E)-1-heptene เป็นต้น
กลุ่ม sesquiterpenes เช่น xanthorrhizol, germacrone , curzerenone , alpha-curcumene , ar-turmerone , beta-atlantone เป็นต้น
สารประกอบทางเคมี   Curcuma comosa   พบสารกลุ่มต่างๆ ดังต่อไปนี้
กลุ่ม curcuminoids  เช่น  curumin , desmethoxycurcumin , bisdesmethoxycurumin ,
กลุ่ม diarylhepttanoids เช่น 5-hydroxy-7-(4-hydroxyphenyl)-1-phenyl-(1E)-1-heptene,trans , trans-1,7-diphenylheptadien-5-ol เป็นต้น
กลุ่มacetophenones เช่น phloracetophenone , 4,6-dihydroxy-2-O-(beta-D- glucopyranosyl) acetophenone เป็นต้น
สรรพคุณว่านชักมดลูก
ยาสมุนไพรพื้นบ้านจังหวัดอุบลราชธานี  ใช้ เหง้า ฝนทาแผล  แก้พิษสุนัขกัด  ตำราไทยราก  รักษาเลือดออกจากมดลูกหลังคลอด รักษามดลูกอักเสบ  แก้ตับอักเสบ แก้ปวดท้อง  ขับน้ำดีดูแลอาการประจำเดือนมาไม่ปกติ , ปวดท้องระหว่างมีประจำเดือน ตกขาว ขับน้ำคาวปลา แก้ธาตุพิการอาหารไม่ย่อย แก้ริดสีดวงทวาร หัวตำดองดัวยสุรากิน ครั้งละไม่เกิน 2 ช้อนโต๊ะ  สำหรับคนคลอดบุตรใหม่ ๆ แก้เจ็บปวดมดลูก ทำให้มดลูกเข้าอู่หรือเข้าที่ ไม่อักเสบ นิยมนำหัวของว่านชักมดลูกที่เป็นหัวกลมสั้นมาฝานต้มน้ำสำหรับอาบ และดื่ม เพื่อให้สภาพร่างกาย และมดลูกฟื้นตัวได้เร็วขึ้น ส่วนหญิงบางคนในสมัยใหม่ไม่ค่อยพบการอยู่ไฟแล้ว แต่ก็ยังนิยมใช้ว่านชักมดลูก/ว่านทรหดมาต้มน้ำอาบ และดื่มเป็นประจำตลอดระยะเวลา 3 เดือน หรือมากกว่า  ว่านชักมดลูกยังช่วยกระตุ้นการย่อยอาหาร แก้ริดสีดวง แก้ไส้เลื่อน  รักษาแผลในกระเพาะอาหาร  ป้องกันมะเร็งชนิดต่างๆ ลดอาการปวดบวมของแผล และต้านการอักเสบของแผล หากเป็นแผลภายในจะใช้การต้มน้ำดื่ม หากเป็นแผลภายนอกอาจใช้ทั้งการต้มน้ำดื่ม ใช้บดทาแผล หรือน้ำต้มล้างทาแผล  ช่วยกระตุ้นกระบวนการสร้างเซลล์ใหม่  และการซ่อมแซมเซลล์ที่สึกหรอหรือเซลล์บาดแผล  ช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระ  ทำให้ผิวแลดูสดใส ช่วยลดคอเลสเตอรอล ช่วยในการควบคุมน้ำหนัก กระตุ้นการหลั่งน้ำถุง และช่วยกระตุ้นกระบวนกรย่อยอาหาร แก้ท้องอืดท้องเฟ้อ
รูปแบบขนาดวิธีการใช้

  • นำหัวว่านชักมดลูกมาฝนกับเหล้าดื่ม ปรุงเป็นยาต้ม  นำหัวว่านชักมดลูกสับเป็นชิ้น นำไปปิ้งหรือย่างไฟให้แห้ง ดองเหล้า 2 – 3 วัน ดื่มวันละ 2 เวลา ก่อนอาหาร
  • ว่านชักมดลูกอบแห้ง 400 MGรับประทานครั้งละ 1 แคปซูล วันละ 3 ครั้ง ก่อนอาหาร เช้า -กลางวัน - เย็น
  • ยาทำให้มดลูกเข้าอู่ นำว่านชักมดลูกมาฝาน 3 ฝาน 7 ฝาน แล้วแต่ละหัว น้ำประมาณลิตรครึ่ง ต้ม 3 เอา 1 กิน ครั้งละ ? แก้ว วันละ 3 ครั้ง ดื่มไปจนกว่าไม่เจ็บปวด  ท้องแฟบ หลังคลอด ควรทานหลังจากที่มีน้ำนมแล้ว
  • ยารักษาอาการตกขาว นำกิ่งและใบของกระบือเจ็ดตัว 1 – 2 กำมือ และว่านชักมดลูก 5 – 7 แว่น ใส่น้ำให้ท่วมยา ต้มเดือดประมาณ 15 นาที ดื่มครั้งละ ? – 1 แก้ว 3 เวลา ก่อนอาหาร
  • ยาแก้ปวดประจำเดือน นำโกศหัวบัว ว่านชักมดลูก  ใช้ฝนกับน้ำพอกินหมด ฝนนาน 2 นาที จนได้น้ำยาสีขาวขุ่น กลิ่นหอม รสขม รับประทาน 1 – 2 ครั้ง ก็จะหาย
  • ยาคลอดลูกง่าย นำว่านชักมดลูกฝานเป็นแว่น ( 4 – 5 แว่น ) แช่น้ำอาบ จะทำให้คลอดลูกง่าย
  • ยาแก้มดลูกหย่อน นำข่าหด 2 นิ้วมือ ว่านชักมดลูก 1 ฝาน ต้มดื่มครั้งละ 1 แก้ว เช้า – เย็น หรือใช้ข่าหด 1 – 20 กีบ ว่านชักมดลูก 1 ฝาน ตะไคร้ต้น 1 – 2 กีบ ข่าธรรมดา (แก่) 2 – 3 ท่อน ต้มเข้าด้วยกัน ดื่ม เช้า – เย็น
  • ยาแก้ปวดมดลูก ปวดท้อง แน่นท้อง ปัสสาวะกะปริดกะปรอย ทำงานหนักไม่ได้ ว่านชักมดลูก ฝาน 3 ว่าน ต้มดื่มเฉพาะเวลาปวด
  • ยาสตรีปวดมดลูก นำพริกไทยล่อน 7 เม็ด ดีปลี 7 เม็ด กระเทียม 7 กลีบ ขิง 7 ชิ้น ไพลสด 7 แว่น ว่านชักมดลูก 7 แว่น เอาตัวยารวมกันตำให้ละเอียด นำไปต้ม ดื่มเช้า – เย็น ประมาณ 3 วันก็จะหาย
  • แก้เจ็บขา ปวดขา ฝานว่านชักมดลูก 7 แว่น ย่างไฟจนกรอบ ดองเหล้า 3 คืน กินเช้าก๊ง แลงก๊ง(ค่อยๆ กิน)


  ยาสตรีหลังคลอด (ต้ม) ที่มีส่วนผสมของว่านชักมดลูก นำยาใส่น้ำพอท่วม ต้มด้วยไฟปานกลาง นานครึ่งชั่วโมง นำเฉพาะส่วนน้ำมากินครั้งละ 250 มิลลิลิตร วันละ 3 ครั้ง ก่อนอาหาร หรือดื่มแทนน้ำ รับประทานติดต่อกัน 1 สัปดาห์หรือจนกว่าน้ำคาวปลาจะหมด แต่ไม่เกิน 15 วัน
คำค้นหาที่เกี่ยวข้อง : การศึกษาทางพิษวิทยาว่านชักมดลูก

10

องค์ประกอบทางเคมีว่านชักมดลูก 
สารประกอบทางเคมี   Curcuma  xanthorrhiza  พบสารกลุ่มต่างๆ ดังนี้
กลุ่ม curcuminoids เช่น curcumin , desmethoxycurcumin , bisdesmethoxycurcumin , hexahydrocumin , octahydocurcumin เป็นต้น
กลุ่ม diarylheptanoids เช่น trans-1,7-diphenylhepten-5-ol, trans , teans-1,7- diphenylheptadien-5-ol, trans, trans-1.7-diphehenylheptadien-5-one , trans-1,7-diphenyl-1,3-heptadien-u-one , 5-hydroxy-7-(4-hydroxyphenyl)-1-phenyl-(1E)-1-heptene เป็นต้น
กลุ่ม sesquiterpenes เช่น xanthorrhizol, germacrone , curzerenone , alpha-curcumene , ar-turmerone , beta-atlantone เป็นต้น
สารประกอบทางเคมี   Curcuma comosa   พบสารกลุ่มต่างๆ ดังต่อไปนี้
กลุ่ม curcuminoids  เช่น  curumin , desmethoxycurcumin , bisdesmethoxycurumin ,
กลุ่ม diarylhepttanoids เช่น 5-hydroxy-7-(4-hydroxyphenyl)-1-phenyl-(1E)-1-heptene,trans , trans-1,7-diphenylheptadien-5-ol เป็นต้น
กลุ่มacetophenones เช่น phloracetophenone , 4,6-dihydroxy-2-O-(beta-D- glucopyranosyl) acetophenone เป็นต้น
สรรพคุณว่านชักมดลูก
ยาสมุนไพรพื้นบ้านจังหวัดอุบลราชธานี  ใช้ ราก ฝนทาแผล  แก้พิษสุนัขกัด  ตำราไทยเหง้า  รักษาเลือดออกจากมดลูกหลังคลอด เยียวยามดลูกอักเสบ  แก้ตับอักเสบ แก้ปวดท้อง  ขับน้ำดีดูแลอาการประจำเดือนมาไม่ปกติ , ปวดท้องระหว่างมีประจำเดือน ตกขาว ขับน้ำคาวปลา แก้ธาตุพิการอาหารไม่ย่อย แก้ริดสีดวงทวาร หัวตำดองดัวยสุรารับประทาน ครั้งละไม่เกิน 2 ช้อนโต๊ะ  สำหรับคนคลอดบุตรใหม่ ๆ แก้เจ็บปวดมดลูก ทำให้มดลูกเข้าอู่หรือเข้าที่ ไม่อักเสบ นิยมนำหัวของว่านชักมดลูกที่เป็นหัวกลมสั้นมาฝานต้มน้ำสำหรับอาบ และดื่ม เพื่อให้สภาพร่างกาย และมดลูกฟื้นตัวได้เร็วขึ้น ส่วนหญิงบางคนในสมัยใหม่ไม่ค่อยพบการอยู่ไฟแล้ว แต่ก็ยังนิยมใช้ว่านชักมดลูก/ว่านทรหดมาต้มน้ำอาบ และดื่มเป็นประจำตลอดระยะเวลา 3 เดือน หรือมากกว่า  ว่านชักมดลูกยังช่วยกระตุ้นการย่อยอาหาร แก้ริดสีดวง แก้ไส้เลื่อน  รักษาแผลในกระเพาะอาหาร  ป้องกันมะเร็งชนิดต่างๆ ลดอาการปวดบวมของแผล และต้านการอักเสบของแผล หากเป็นแผลภายในจะใช้การต้มน้ำดื่ม หากเป็นแผลภายนอกอาจใช้ทั้งการต้มน้ำดื่ม ใช้บดทาแผล หรือน้ำต้มล้างทาแผล  ช่วยกระตุ้นกระบวนการสร้างเซลล์ใหม่  และการซ่อมแซมเซลล์ที่สึกหรอหรือเซลล์บาดแผล  ช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระ  ทำให้ผิวแลดูสดใส ช่วยลดคอเลสเตอรอล ช่วยในการควบคุมน้ำหนัก กระตุ้นการหลั่งน้ำถุง และช่วยกระตุ้นกระบวนกรย่อยอาหาร แก้ท้องอืดท้องเฟ้อ
รูปแบบขนาดวิธีการใช้

  • นำหัวว่านชักมดลูกมาฝนกับเหล้าดื่ม ปรุงเป็นยาต้ม  นำหัวว่านชักมดลูกซอยเป็นชิ้น นำไปปิ้งหรือย่างไฟให้แห้ง ดองเหล้า 2 – 3 วัน ดื่มวันละ 2 เวลา ก่อนอาหาร
  • ว่านชักมดลูกอบแห้ง 400 MGกินครั้งละ 1 แคปซูล วันละ 3 ครั้ง ก่อนอาหาร เช้า -กลางวัน - เย็น
  • ยาทำให้มดลูกเข้าอู่ นำว่านชักมดลูกมาฝาน 3 ฝาน 7 ฝาน แล้วแต่ละหัว น้ำประมาณลิตรครึ่ง ต้ม 3 เอา 1 กิน ครั้งละ ? แก้ว วันละ 3 ครั้ง ดื่มไปจนกว่าไม่เจ็บปวด  ท้องแฟบ หลังคลอด ควรทานหลังจากที่มีน้ำนมแล้ว
  • ยารักษาอาการตกขาว นำกิ่งและใบของกระบือเจ็ดตัว 1 – 2 กำมือ และว่านชักมดลูก 5 – 7 แว่น ใส่น้ำให้ท่วมยา ต้มเดือดประมาณ 15 นาที ดื่มครั้งละ ? – 1 แก้ว 3 เวลา ก่อนอาหาร
  • ยาแก้ปวดประจำเดือน นำโกศหัวบัว ว่านชักมดลูก  ใช้ฝนกับน้ำพอกินหมด ฝนนาน 2 นาที จนได้น้ำยาสีขาวขุ่น กลิ่นหอม รสขม รับประทาน 1 – 2 ครั้ง ก็จะหาย
  • ยาคลอดลูกง่าย นำว่านชักมดลูกฝานเป็นแว่น ( 4 – 5 แว่น ) แช่น้ำอาบ จะทำให้คลอดลูกง่าย
  • ยาแก้มดลูกหย่อน นำข่าหด 2 นิ้วมือ ว่านชักมดลูก 1 ฝาน ต้มดื่มครั้งละ 1 แก้ว เช้า – เย็น หรือใช้ข่าหด 1 – 20 กีบ ว่านชักมดลูก 1 ฝาน ตะไคร้ต้น 1 – 2 กีบ ข่าธรรมดา (แก่) 2 – 3 ท่อน ต้มเข้าด้วยกัน ดื่ม เช้า – เย็น
  • ยาแก้ปวดมดลูก ปวดท้อง แน่นท้อง ปัสสาวะกะปริดกะปรอย ทำงานหนักไม่ได้ ว่านชักมดลูก ฝาน 3 ว่าน ต้มดื่มเฉพาะเวลาปวด
  • ยาสตรีปวดมดลูก นำพริกไทยล่อน 7 เม็ด ดีปลี 7 เม็ด กระเทียม 7 กลีบ ขิง 7 ชิ้น ไพลสด 7 แว่น ว่านชักมดลูก 7 แว่น เอาตัวยารวมกันตำให้ละเอียด นำไปต้ม ดื่มเช้า – เย็น ประมาณ 3 วันก็จะหาย
  • แก้เจ็บขา ปวดขา ฝานว่านชักมดลูก 7 แว่น ย่างไฟจนกรอบ ดองเหล้า 3 คืน กินเช้าก๊ง แลงก๊ง(ค่อยๆ กิน)


  ยาสตรีหลังคลอด (ต้ม) ที่มีส่วนผสมของว่านชักมดลูก นำยาใส่น้ำพอท่วม ต้มด้วยไฟปานกลาง นานครึ่งชั่วโมง นำเฉพาะส่วนน้ำมากินครั้งละ 250 มิลลิลิตร วันละ 3 ครั้ง ก่อนอาหาร หรือดื่มแทนน้ำ รับประทานติดต่อกัน 1 สัปดาห์หรือจนกว่าน้ำคาวปลาจะหมด แต่ไม่เกิน 15 วัน
คำค้นหาที่เกี่ยวข้อง : การศึกษาทางพิษวิทยาว่านชักมดลูก

11

องค์ประกอบทางเคมีว่านชักมดลูก 
สารประกอบทางเคมี   Curcuma  xanthorrhiza  พบสารกลุ่มต่างๆ ดังนี้
กลุ่ม curcuminoids เช่น curcumin , desmethoxycurcumin , bisdesmethoxycurcumin , hexahydrocumin , octahydocurcumin เป็นต้น
กลุ่ม diarylheptanoids เช่น trans-1,7-diphenylhepten-5-ol, trans , teans-1,7- diphenylheptadien-5-ol, trans, trans-1.7-diphehenylheptadien-5-one , trans-1,7-diphenyl-1,3-heptadien-u-one , 5-hydroxy-7-(4-hydroxyphenyl)-1-phenyl-(1E)-1-heptene เป็นต้น
กลุ่ม sesquiterpenes เช่น xanthorrhizol, germacrone , curzerenone , alpha-curcumene , ar-turmerone , beta-atlantone เป็นต้น
สารประกอบทางเคมี   Curcuma comosa   พบสารกลุ่มต่างๆ ดังต่อไปนี้
กลุ่ม curcuminoids  เช่น  curumin , desmethoxycurcumin , bisdesmethoxycurumin ,
กลุ่ม diarylhepttanoids เช่น 5-hydroxy-7-(4-hydroxyphenyl)-1-phenyl-(1E)-1-heptene,trans , trans-1,7-diphenylheptadien-5-ol เป็นต้น
กลุ่มacetophenones เช่น phloracetophenone , 4,6-dihydroxy-2-O-(beta-D- glucopyranosyl) acetophenone เป็นต้น
สรรพคุณว่านชักมดลูก
ยาสมุนไพรพื้นบ้านจังหวัดอุบลราชธานี  ใช้ ราก ฝนทาแผล  แก้พิษสุนัขกัด  ตำราไทยเหง้า  รักษาเลือดออกจากมดลูกหลังคลอด ดูแลมดลูกอักเสบ  แก้ตับอักเสบ แก้ปวดท้อง  ขับน้ำดีเยียวยาอาการประจำเดือนมาไม่ปกติ , ปวดท้องระหว่างมีประจำเดือน ตกขาว ขับน้ำคาวปลา แก้ธาตุพิการอาหารไม่ย่อย แก้ริดสีดวงทวาร หัวตำดองดัวยสุรารับประทาน ครั้งละไม่เกิน 2 ช้อนโต๊ะ  สำหรับคนคลอดบุตรใหม่ ๆ แก้เจ็บปวดมดลูก ทำให้มดลูกเข้าอู่หรือเข้าที่ ไม่อักเสบ นิยมนำหัวของว่านชักมดลูกที่เป็นหัวกลมสั้นมาฝานต้มน้ำสำหรับอาบ และดื่ม เพื่อให้สภาพร่างกาย และมดลูกฟื้นตัวได้เร็วขึ้น ส่วนหญิงบางคนในสมัยใหม่ไม่ค่อยพบการอยู่ไฟแล้ว แต่ก็ยังนิยมใช้ว่านชักมดลูก/ว่านทรหดมาต้มน้ำอาบ และดื่มเป็นประจำตลอดระยะเวลา 3 เดือน หรือมากกว่า  ว่านชักมดลูกยังช่วยกระตุ้นการย่อยอาหาร แก้ริดสีดวง แก้ไส้เลื่อน  รักษาแผลในกระเพาะอาหาร  ป้องกันมะเร็งชนิดต่างๆ ลดอาการปวดบวมของแผล และต่อต้านการอักเสบของแผล หากเป็นแผลภายในจะใช้การต้มน้ำดื่ม หากเป็นแผลภายนอกอาจใช้ทั้งการต้มน้ำดื่ม ใช้บดทาแผล หรือน้ำต้มล้างทาแผล  ช่วยกระตุ้นกระบวนการสร้างเซลล์ใหม่  และการซ่อมแซมเซลล์ที่สึกหรอหรือเซลล์บาดแผล  ช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระ  ทำให้ผิวแลดูสดใส ช่วยลดคอเลสเตอรอล ช่วยในการควบคุมน้ำหนัก กระตุ้นการหลั่งน้ำถุง และช่วยกระตุ้นกระบวนกรย่อยอาหาร แก้ท้องอืดท้องเฟ้อ
รูปแบบขนาดวิธีการใช้

  • นำหัวว่านชักมดลูกมาฝนกับเหล้าดื่ม ปรุงเป็นยาต้ม  นำหัวว่านชักมดลูกซอยเป็นชิ้น นำไปปิ้งหรือย่างไฟให้แห้ง ดองเหล้า 2 – 3 วัน ดื่มวันละ 2 เวลา ก่อนอาหาร
  • ว่านชักมดลูกอบแห้ง 400 MGบริโภคครั้งละ 1 แคปซูล วันละ 3 ครั้ง ก่อนอาหาร เช้า -กลางวัน - เย็น
  • ยาทำให้มดลูกเข้าอู่ นำว่านชักมดลูกมาฝาน 3 ฝาน 7 ฝาน แล้วแต่ละหัว น้ำประมาณลิตรครึ่ง ต้ม 3 เอา 1 กิน ครั้งละ ? แก้ว วันละ 3 ครั้ง ดื่มไปจนกว่าไม่เจ็บปวด  ท้องแฟบ หลังคลอด ควรทานหลังจากที่มีน้ำนมแล้ว
  • ยารักษาอาการตกขาว นำกิ่งและใบของกระบือเจ็ดตัว 1 – 2 กำมือ และว่านชักมดลูก 5 – 7 แว่น ใส่น้ำให้ท่วมยา ต้มเดือดประมาณ 15 นาที ดื่มครั้งละ ? – 1 แก้ว 3 เวลา ก่อนอาหาร
  • ยาแก้ปวดประจำเดือน นำโกศหัวบัว ว่านชักมดลูก  ใช้ฝนกับน้ำพอกินหมด ฝนนาน 2 นาที จนได้น้ำยาสีขาวขุ่น กลิ่นหอม รสขม รับประทาน 1 – 2 ครั้ง ก็จะหาย
  • ยาคลอดลูกง่าย นำว่านชักมดลูกฝานเป็นแว่น ( 4 – 5 แว่น ) แช่น้ำอาบ จะทำให้คลอดลูกง่าย
  • ยาแก้มดลูกหย่อน นำข่าหด 2 นิ้วมือ ว่านชักมดลูก 1 ฝาน ต้มดื่มครั้งละ 1 แก้ว เช้า – เย็น หรือใช้ข่าหด 1 – 20 กีบ ว่านชักมดลูก 1 ฝาน ตะไคร้ต้น 1 – 2 กีบ ข่าธรรมดา (แก่) 2 – 3 ท่อน ต้มเข้าด้วยกัน ดื่ม เช้า – เย็น
  • ยาแก้ปวดมดลูก ปวดท้อง แน่นท้อง ปัสสาวะกะปริดกะปรอย ทำงานหนักไม่ได้ ว่านชักมดลูก ฝาน 3 ว่าน ต้มดื่มเฉพาะเวลาปวด
  • ยาสตรีปวดมดลูก นำพริกไทยล่อน 7 เม็ด ดีปลี 7 เม็ด กระเทียม 7 กลีบ ขิง 7 ชิ้น ไพลสด 7 แว่น ว่านชักมดลูก 7 แว่น เอาตัวยารวมกันตำให้ละเอียด นำไปต้ม ดื่มเช้า – เย็น ประมาณ 3 วันก็จะหาย
  • แก้เจ็บขา ปวดขา ฝานว่านชักมดลูก 7 แว่น ย่างไฟจนกรอบ ดองเหล้า 3 คืน กินเช้าก๊ง แลงก๊ง(ค่อยๆ กิน)


  ยาสตรีหลังคลอด (ต้ม) ที่มีส่วนผสมของว่านชักมดลูก นำยาใส่น้ำพอท่วม ต้มด้วยไฟปานกลาง นานครึ่งชั่วโมง นำเฉพาะส่วนน้ำมาอุปโภคครั้งละ 250 มิลลิลิตร วันละ 3 ครั้ง ก่อนอาหาร หรือดื่มแทนน้ำ รับประทานติดต่อกัน 1 สัปดาห์หรือจนกว่าน้ำคาวปลาจะหมด แต่ไม่เกิน 15 วัน
คำค้นหาที่เกี่ยวข้อง : การศึกษาทางพิษวิทยาว่านชักมดลูก

Tags : ว่านชักมดลูก

12

องค์ประกอบทางเคมีว่านชักมดลูก 
สารประกอบทางเคมี   Curcuma  xanthorrhiza  พบสารกลุ่มต่างๆ ดังนี้
กลุ่ม curcuminoids เช่น curcumin , desmethoxycurcumin , bisdesmethoxycurcumin , hexahydrocumin , octahydocurcumin เป็นต้น
กลุ่ม diarylheptanoids เช่น trans-1,7-diphenylhepten-5-ol, trans , teans-1,7- diphenylheptadien-5-ol, trans, trans-1.7-diphehenylheptadien-5-one , trans-1,7-diphenyl-1,3-heptadien-u-one , 5-hydroxy-7-(4-hydroxyphenyl)-1-phenyl-(1E)-1-heptene เป็นต้น
กลุ่ม sesquiterpenes เช่น xanthorrhizol, germacrone , curzerenone , alpha-curcumene , ar-turmerone , beta-atlantone เป็นต้น
สารประกอบทางเคมี   Curcuma comosa   พบสารกลุ่มต่างๆ ดังต่อไปนี้
กลุ่ม curcuminoids  เช่น  curumin , desmethoxycurcumin , bisdesmethoxycurumin ,
กลุ่ม diarylhepttanoids เช่น 5-hydroxy-7-(4-hydroxyphenyl)-1-phenyl-(1E)-1-heptene,trans , trans-1,7-diphenylheptadien-5-ol เป็นต้น
กลุ่มacetophenones เช่น phloracetophenone , 4,6-dihydroxy-2-O-(beta-D- glucopyranosyl) acetophenone เป็นต้น
สรรพคุณว่านชักมดลูก[/url]
ยาสมุนไพรพื้นบ้านจังหวัดอุบลราชธานี  ใช้ เหง้า ฝนทาแผล  แก้พิษสุนัขกัด  ตำราไทยราก  รักษาเลือดออกจากมดลูกหลังคลอด ดูแลมดลูกอักเสบ  แก้ตับอักเสบ แก้ปวดท้อง  ขับน้ำดีเยียวยาอาการประจำเดือนมาไม่ปกติ , ปวดท้องระหว่างมีประจำเดือน ตกขาว ขับน้ำคาวปลา แก้ธาตุพิการอาหารไม่ย่อย แก้ริดสีดวงทวาร หัวตำดองดัวยสุราบริโภค ครั้งละไม่เกิน 2 ช้อนโต๊ะ  สำหรับคนคลอดบุตรใหม่ ๆ แก้เจ็บปวดมดลูก ทำให้มดลูกเข้าอู่หรือเข้าที่ ไม่อักเสบ นิยมนำหัวของว่านชักมดลูกที่เป็นหัวกลมสั้นมาฝานต้มน้ำสำหรับอาบ และดื่ม เพื่อให้สภาพร่างกาย และมดลูกฟื้นตัวได้เร็วขึ้น ส่วนหญิงบางคนในสมัยใหม่ไม่ค่อยพบการอยู่ไฟแล้ว แต่ก็ยังนิยมใช้ว่านชักมดลูก/ว่านทรหดมาต้มน้ำอาบ และดื่มเป็นประจำตลอดระยะเวลา 3 เดือน หรือมากกว่า  ว่านชักมดลูกยังช่วยกระตุ้นการย่อยอาหาร แก้ริดสีดวง แก้ไส้เลื่อน  รักษาแผลในกระเพาะอาหาร  ป้องกันมะเร็งชนิดต่างๆ ลดอาการปวดบวมของแผล และต้านการอักเสบของแผล หากเป็นแผลภายในจะใช้การต้มน้ำดื่ม หากเป็นแผลภายนอกอาจใช้ทั้งการต้มน้ำดื่ม ใช้บดทาแผล หรือน้ำต้มล้างทาแผล  ช่วยกระตุ้นกระบวนการสร้างเซลล์ใหม่  และการซ่อมแซมเซลล์ที่สึกหรอหรือเซลล์บาดแผล  ช่วยต้านอนุมูลอิสระ  ทำให้ผิวแลดูสดใส ช่วยลดคอเลสเตอรอล ช่วยในการควบคุมน้ำหนัก กระตุ้นการหลั่งน้ำถุง และช่วยกระตุ้นกระบวนกรย่อยอาหาร แก้ท้องอืดท้องเฟ้อ
รูปแบบขนาดวิธีการใช้

  • นำหัวว่านชักมดลูกมาฝนกับเหล้าดื่ม ปรุงเป็นยาต้ม  นำหัวว่านชักมดลูกหั่นเป็นชิ้น นำไปปิ้งหรือย่างไฟให้แห้ง ดองเหล้า 2 – 3 วัน ดื่มวันละ 2 เวลา ก่อนอาหาร
  • ว่านชักมดลูกอบแห้ง 400 MGอุปโภคครั้งละ 1 แคปซูล วันละ 3 ครั้ง ก่อนอาหาร เช้า -กลางวัน - เย็น
  • ยาทำให้มดลูกเข้าอู่ นำว่านชักมดลูกมาฝาน 3 ฝาน 7 ฝาน แล้วแต่ละหัว น้ำประมาณลิตรครึ่ง ต้ม 3 เอา 1 กิน ครั้งละ ? แก้ว วันละ 3 ครั้ง ดื่มไปจนกว่าไม่เจ็บปวด  ท้องแฟบ หลังคลอด ควรกินหลังจากที่มีน้ำนมแล้ว
  • ยารักษาอาการตกขาว นำกิ่งและใบของกระบือเจ็ดตัว 1 – 2 กำมือ และว่านชักมดลูก 5 – 7 แว่น ใส่น้ำให้ท่วมยา ต้มเดือดประมาณ 15 นาที ดื่มครั้งละ ? – 1 แก้ว 3 เวลา ก่อนอาหาร
  • ยาแก้ปวดประจำเดือน นำโกศหัวบัว ว่านชักมดลูก  ใช้ฝนกับน้ำพอกินหมด ฝนนาน 2 นาที จนได้น้ำยาสีขาวขุ่น กลิ่นหอม รสขม รับประทาน 1 – 2 ครั้ง ก็จะหาย
  • ยาคลอดลูกง่าย นำว่านชักมดลูกฝานเป็นแว่น ( 4 – 5 แว่น ) แช่น้ำอาบ จะทำให้คลอดลูกง่าย
  • ยาแก้มดลูกหย่อน นำข่าหด 2 นิ้วมือ ว่านชักมดลูก 1 ฝาน ต้มดื่มครั้งละ 1 แก้ว เช้า – เย็น หรือใช้ข่าหด 1 – 20 กีบ ว่านชักมดลูก 1 ฝาน ตะไคร้ต้น 1 – 2 กีบ ข่าธรรมดา (แก่) 2 – 3 ท่อน ต้มเข้าด้วยกัน ดื่ม เช้า – เย็น
  • ยาแก้ปวดมดลูก ปวดท้อง แน่นท้อง ปัสสาวะกะปริดกะปรอย ทำงานหนักไม่ได้ ว่านชักมดลูก ฝาน 3 ว่าน ต้มดื่มเฉพาะเวลาปวด
  • ยาสตรีปวดมดลูก นำพริกไทยล่อน 7 เม็ด ดีปลี 7 เม็ด กระเทียม 7 กลีบ ขิง 7 ชิ้น ไพลสด 7 แว่น ว่านชักมดลูก 7 แว่น เอาตัวยารวมกันตำให้ละเอียด นำไปต้ม ดื่มเช้า – เย็น ประมาณ 3 วันก็จะหาย
  • แก้เจ็บขา ปวดขา ฝานว่านชักมดลูก 7 แว่น ย่างไฟจนกรอบ ดองเหล้า 3 คืน กินเช้าก๊ง แลงก๊ง(ค่อยๆ กิน)


  ยาสตรีหลังคลอด (ต้ม) ที่มีส่วนผสมของว่านชักมดลูก นำยาใส่น้ำพอท่วม ต้มด้วยไฟปานกลาง นานครึ่งชั่วโมง นำเฉพาะส่วนน้ำมากินครั้งละ 250 มิลลิลิตร วันละ 3 ครั้ง ก่อนอาหาร หรือดื่มแทนน้ำ รับประทานติดต่อกัน 1 สัปดาห์หรือจนกว่าน้ำคาวปลาจะหมด แต่ไม่เกิน 15 วัน

13

การศึกษาทางเภสัชวิทยาเจตมูลเพลิงแดง 
สารสกัดรากยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อราที่ก่อโรคกลากเกลื้อน และยีสต์ได้หลายชนิด ต้านการก่อกลายพันธุ์ของสารแอฟลาทอกซินบี 1, สารสกัดในขนาดต่ำ ช่วยลดการเจริญของเซลล์มะเร็งบางชนิด ที่ปลูกถ่ายในสัตว์ทดลอง
            สารพลัมเบจินมีฤทธิ์ต่อต้านเชื้อแบคทีเรีย เป็นพิษต่อเซลล์มะเร็ง ต่อต้านการก่อกลายพันธุ์ ป้องกันการเกิดมะเร็งจากสารก่อมะเร็ง ยับยั้งการจับเป็นลิ่มของเกล็ดเลือด ลดไขมันในเลือด
           
ซึ่งสารนี้เป็นสารพวก naphthaquinone 1,4-naphthoquinone triterpines tannin โดยสาร 1,4- naphthaquinone มีผลทำให้กล้ามเนื้อเรียบที่มดลูก ลำไส้เล็กและหัวใจเพิ่มการบีบตัว จำทำให้เพิ่มการหลั่งน้ำย่อย กระตุ้นให้เจริญอาหารแต่สารนี้ทำให้ระคายเคืองต่อเยื่อเมือกและผิวหนัง
ฤทธิ์ทางเภสัชเจตมูลเพลิงแดง[/url] [/b]
            สาร plumbagin ที่พบในเจตมูลเพลิงแดงมีประโยชน์ต่างๆ มากมาย และมีรายงานการออกฤทธิ์ทางเภสัชวิทยา พบว่ามีฤทธิ์ในการฆ่าเชื้อรา เช่น Candida albicans และเชื้อราที่เป็นสาเหตุโรคพืช เช่น Colletrihum cansici และสามารถหยุดการเจริญเติบโตของเชื้อแบคทีเรียและยีสต์ เช่น Staphyiococcus aureus
            มีฤทธิ์หยุดเชื้อรา และเชื้อแบคทีเรีย  มีรายงานว่าสารสกัดจากเจตมูลเพลิงแดง สามารถฆ่าเชื้อราได้เกือบ 20 ชนิด  เช่น Aspergillus fumigatus, Microsporum , Trichophyton rubrum , Cryptococus neoformans  ยับยั้งการเจริญเติบโตของ Staphylococcus aureus และ Candida albicans ซึ่งเป็นสาเหตุของโรคที่เกี่ยวกับกระเพาะอาหารและลำไส้เล็ก
            มีฤทธิ์ยับยั้งเซลล์มะเร็ง  สามารถหยุดการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็ง สายพันธุ์ Raji Calu-1 Hela และ Wish tumor อีกทั้งยังเป็นพิษต่อเซลล์มะเร็งมนุษย์ 2 ชนิด ได้แก่ Bower (melanoma cells) และ MCF7 (breast cancer cells) ทำลายเซลล์มะเร็งต่อมลูกหมากของคน  สายพันธุ์ PC-3 LNCaP และ C4-2
            มีฤทธิ์ในการกระตุ้นและบีบมดลูก  รายงานว่า สารสกัดที่ได้จากเจตมูลเพลิงแดงที่สกัดด้วยแอลกฮอล์ปิโตรเลียมอีเธอร์ และ น้ำ มีผลทำให้หนูแท้ง ช่วยขับฤดู  และเร่งการคลอดได้
            มีฤทหยุดการเจริญเติบโตของศัตรูพืช มีรายงานว่าสารสกัดจากเจตมูลเพลิงแดงสามารถหยุดการเคลื่อนที่ และลดอัตราการมีชีวิตของไส้เดือนฝอย Haemonchus contonus ในตัวอ่อนระยะที่  1  และ Ascaris suun ในตัวอ่อนระยะที่ 4 นอกจากนี้ยังยั้งการฟักจากไข่ของตัวอ่อนไส้เดือนฝอย A. suum รวบทั้งหยุดการพัฒนาของท่อรังไข่ และการลอกคราบของมวนฝ้ายแดง (Dysdercus cingulatus)  และมีรายงานเพิ่มเติมถึงฤทธิ์ทางเภสัชวิยาของเจตมูลเพลิงแดงว่ามีฤทธิ์ ยับยั้งเซลล์มะเร็ง ต้านมาลาเรีย  และการคุมกำเนิด  เป็นต้น
การศึกษาทางพิษวิทยาเจตมูลเพลิงแดง 
            สาร Plumbagin เมื่อนำมาฉีดเข้าในกระต่ายทดลองในอัตราส่วน 0.01 กรัม ต่อ 1 กิโลกรัม พบว่าจะทำให้กระต่ายเสียชีวิต  มีฤทธิ์ก่อกลายพันธุ์ มีพิษต่อยีน ต่อต้านการเจริญพันธุ์ของสัตว์ทดลองทั้งเพศผู้และเพศเมีย ทำให้แท้งลูก  การใช้ในขนาดสูง  หรือใช้ติดต่อกันเป็นเวลานาน อาจเป็นพิษต่อไต
ข้อแนะนำ / ข้อควรระวัง

  • แพทย์แผนโบราณจะนิยมใช้รากของเจตมูลเพลิงแดงมากกว่าเจตมูลเพลิงขาวเพราะมีฤทธิ์ที่แรงกว่า โดยรากที่นำมาใช้เป็นยาถ้าจะให้ได้ผลดีต้องมีอายุ 3 ปีขึ้นไป
  • สตรีมีครรภ์ห้ามกินสมุนไพรชนิดนี้ เพราะมีสารที่ทำให้แท้งบุตรได้ ซึ่งในประเทศไทยและมาเลเซียถือว่าสมุนไพรชนิดนี้เป็นยาทำแท้ง
  • ยางจากรากเมื่อถูกผิวหนังจะทำให้ผิวหนังไหม้และพองได้เหมือนโดนเพลิงไฟ จึงได้ชื่อว่า “เจตมูลเพลิง” ส่วนคนใต้จะเรียกว่า “ไฟใต้ดิน” ดังนั้นในการจะจับต้องรากในขณะเก็บมาใช้ ก็ต้องสวมถึงมือเสียก่อน เพื่อป้องกันอาการปวดแสบปวดร้อน
  • เจตมูลเพลิงมีสาร Plumbagin ที่มีฤทธิ์ระคายเคืองต่อระบบทางเดินอาหารและอาจเป็นพิษได้ จึงควรระมัดระวังในการใช้
  • สาร Plumbagin ในเจตมูลเพลิงแดงหากใช้ในขนาดสูง จะกดการหายใจ ทำให้เป็นอัมพาต และตายได้ เนื่องจากระบบหายใจล้มเหลว การใช้สมุนไพรนี้ควรอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์แผนไทย


 

14

องค์ประกอบทางเคมีกีบแรด
เมื่อนำ[เหง้า|ราก}ของว่านกีบแรด Angiopteris evecta Hoffm. ที่สดและบดละเอียด มาสกัดด้วยตัวทำละลายสารอินทรีย์ ประกอบด้วย เมทานอล เฮกเซน และเอธิลแอซิเตต ตามลำดับ นำสารสกัดหยาบแต่ละชนิด ไปทำการแยกด้วยเทคนิคทางคอลัมน์โครมาโตกราฟีแยกสารได้ 4 ชนิด ทำการหาสูตรโครงสร้างของสารที่แยกได้ทั้ง 4 ชนิดโดยอาศัยสมบัติทางกายภาพ ทางเคมี ข้อมูลทางสเปกโตรสโคปี และการวิเคราะห์ทางเอ็กซ์เรย์ คริสตอลโลกราฟี สามารถพิสูจน์โครงสร้างได้ คือ Succinic acid (1) Angiopteroside (4-o-beta-D-Glucopyranosyl-L-threo-2-hexen-5-olide) monohydrate (2) D-(+)-glucose (3) และของผสมของสเตอร์รอยด์ 2 ชนิด ได้แก่ beta-sitosterol และ Stigmasterol (4) จากการค้นคว้าวิจัยพบเห็นว่าสารประกอบเหล่านี้เจอครั้งแรกในเหง้าว่านกีบแรด นำสาร 2 ไปทดสอบฤทธิ์ในการหยุดเซลล์มะเร็ง เจอว่า สาร 2 มีฤทธิ์น้อย นอกจากนี้ยังพบว่าสาร 2 มีฤทธิ์ในการยับยั้งเอนไซม์เอชไอวี-1 รีเวอร์ทรานสคริปเทสได้
         
สรรพคุณกีบแรด
ว่านกีบแรด ที่รู้จักกันทั่วไปคือ เป็นยากำลัง ยาอายุวัฒนะ ลดบวม ขับปัสสาวะ แก้ปวดเมื่อย ดูแลแผลในปากและคอ   ตำรับยาบำรุงเลือดและบำรุงกำลัง  ใช้เป็นยาลดความดัน  หัวใช้ต้มกับน้ำกินเป็นยาแก้กำเดา ช่วยดูแลอาการปวดศีรษะ ช่วยดูแลรักษาตาเจ็บ ช่วยรักษาน้ำลายเหนียว ดูแลรักษาอาเจียน  ขับปัสสาวะ  ดูแลรักษาท้องร่วง  ใช้เป็นยาแก้ฝีหัวคว่ำ ใช้ใบแก่และสดๆ รักษาอาการไอ  นอกจากนี้ใบอ่อนๆ ยังใช้เป็นผักกินได้ หัว ใช้กินรักษาอาการไข้  ปรุงเป็นยารักษาพิษตานซางของเด็ก  อาการอาเจียน เป็นยาสมานรักษาอาการท้องร่วง ส่วนมากจะใช้คู่กันไปกับว่านร่อนทอง รากใช้ห้ามเลือด  เป็นยาสมุนไพร  ฤทธิ์เย็น  ใบอ่อนกินเป็นผักสด หัวพกไว้ติดตัว เชื่อว่ามีฤทธิ์ทางเมตตามหานิยม หรือใช้ผสมในพิมพ์พระเครื่อง ชาวเผ่าลัวะใช้แช่น้ำดื่มรวมกับต้นมหาสดำให้แก้ท้องอืด
หมอยาสามจังหวัดภาคใต้ซึ่งเรียกว่านกีบแรดว่า ปากูปีเละ หรือ ปียา(ปัตตานี) หรือบางครั้งก็เรียก ปากูดาฆิง จะใช้กูดกีบม้าเป็นยารักษาโรคมะเร็ง  โรคหัวใจ พ่อหมอแบอีซอใช้หัวปากูปีและเหง้ากระทือหั่นตากแห้งต้มน้ำดื่ม สำหรับผู้ป่วยโรคมะเร็งและโรคหัวใจ และยังใช้เหง้าตากแห้งตัวเดียวมาต้มน้ำดื่มเป็นประจำเพื่อคุมน้ำตาลในโรคเบาหวาน ส่วนแบนุ หมอยาปัตตานี เรียกว่านกีบแรดว่า ปียา ใช้เป็นยารักษาโรคมะเร็งเช่นเดียวกัน โดยใช้เหง้ามาต้มกับแก่นขี้เหล็ก แล้วนำน้ำมาดื่มเป็นประจำ
รูปแบบ / ขนาดวิธีใช้   

  • ยอดอ่อน [ทุบ|ตำ}แล้วนำไปต้ม เอามาประคบหัวเข่า แก้อาการปวด (กะเหรี่ยงแม่ฮ่องสอน)
  • นำมาสับแล้วตากให้แห้ง นำมาบดผสมกับน้ำผึ้งเดือนห้า ดีปลี และพริกไทย ปั่นเป็นลูกกลอน กินเป็นยาบำรุงกำลัง
  • ตำรับยาแก้อาการนอนไม่หลับ ระบุให้ใช้ว่านกีบแรด รากหญ้าคา รากหญ้านาง และเนระพูสี อย่างละพอสมควร นำมาต้มให้เดือด ใช้ดื่มก่อนนอน 1 แก้ว จะช่วยทำให้หลับสบายดี
  • หัวใช้ต้มกับน้ำกินเป็นยาแก้ไข้ตัวร้อน แก้ไข้พิษ ไข้กาฬ
  • หัวใช้ต้มกับน้ำกินเป็นยาแก้แผลในปากและในคอ ด้วยการใช้หัวว่านกีบแรด นำมาฝนกับน้ำหรือต้มเคี่ยว ใช้เป็นยาทาหรืออมไว้ให้ตัวยาสัมผัสกับแผล
  • ชาวกะเหรี่ยงแม่ฮ่องสอนจะใช้โคนก้านใบที่อยู่ใต้ดินนำมาต้มกับน้ำกินเป็นยาแก้อาการตัวบวม
  • หัวนำมาหั่นตากดองกับเหล้าหรือต้มกับน้ำกินเป็นยาแก้ปวดหลัง ปวดเอว
  • ว่านกีบแรดจัดอยู่ในตำรับยา “ยาเขียวหอม”ซึ่งเป็นตำรับยามีส่วนประกอบของว่านกีบแรดร่วมกับสมุนไพรชนิดอื่นๆ ในตำรับโดยมีคุณประโยชน์เป็นยาบรรเทาอาการไข้ร้อนในกระหายน้ำ แก้พิษหัด พิษอีสุกอีใส
ฤทธิ์ทางเภสัชกีบแรด
กูดกีบม้าก็เหมือนกับสมุนไพรพื้นบ้านไทยอื่นๆ ที่มีการค้นคว้าวิจัยน้อยมาก แต่อย่างไรก็ตามมีรายงานการศึกษาในห้องทดสอบพบว่า สารในกูดกีบม้ามีฤทธิ์ในการต้านมะเร็ง  แต่เป็นฤทธิ์อ่อน  นอกจากนี้ยังมีฤทธิ์ต้านเชื้อ HIV ด้วย
การศึกษาทางพิษวิทยากีบแรด[/url] [/b]
ไม่มีข้อมูล การวิจัยทางพิษวิทยาในว่านกีบแรด
ข้อแนะนำ/ข้อควรระวัง
การใช้ว่านกีบแรด  โดยเฉพาะส่วนหัวนั้นส่วนมากจะนิยม ใช้คู่กับว่านร่อนทอง (Globba malaccen sis Ridl.) เพราะเสริมฤทธิ์กันได้ดี
 

15

องค์ประกอบทางเคมีว่านชักมดลูก 
สารประกอบทางเคมี   Curcuma  xanthorrhiza  พบเจอสารกลุ่มต่างๆ ดังนี้
กลุ่ม curcuminoids เช่น curcumin , desmethoxycurcumin , bisdesmethoxycurcumin , hexahydrocumin , octahydocurcumin เป็นต้น
กลุ่ม diarylheptanoids เช่น trans-1,7-diphenylhepten-5-ol, trans , teans-1,7- diphenylheptadien-5-ol, trans, trans-1.7-diphehenylheptadien-5-one , trans-1,7-diphenyl-1,3-heptadien-u-one , 5-hydroxy-7-(4-hydroxyphenyl)-1-phenyl-(1E)-1-heptene เป็นต้น
กลุ่ม sesquiterpenes เช่น xanthorrhizol, germacrone , curzerenone , alpha-curcumene , ar-turmerone , beta-atlantone เป็นต้น
สารประกอบทางเคมี   Curcuma comosa   พบสารกลุ่มต่างๆ ดังต่อไปนี้
กลุ่ม curcuminoids  เช่น  curumin , desmethoxycurcumin , bisdesmethoxycurumin ,
กลุ่ม diarylhepttanoids เช่น 5-hydroxy-7-(4-hydroxyphenyl)-1-phenyl-(1E)-1-heptene,trans , trans-1,7-diphenylheptadien-5-ol เป็นต้น
กลุ่มacetophenones เช่น phloracetophenone , 4,6-dihydroxy-2-O-(beta-D- glucopyranosyl) acetophenone เป็นต้น
สรรพคุณว่านชักมดลูก
ยาสมุนไพรพื้นบ้านจังหวัดอุบลราชธานี  ใช้ ราก ฝนทาแผล  แก้พิษสุนัขกัด  ตำราไทยเหง้า  รักษาเลือดออกจากมดลูกหลังคลอด ดูแลมดลูกอักเสบ  แก้ตับอักเสบ แก้ปวดท้อง  ขับน้ำดีเยียวยาอาการประจำเดือนมาไม่ปกติ , ปวดท้องระหว่างมีประจำเดือน ตกขาว ขับน้ำคาวปลา แก้ธาตุพิการอาหารไม่ย่อย แก้ริดสีดวงทวาร หัวตำดองดัวยสุรากิน ครั้งละไม่เกิน 2 ช้อนโต๊ะ  สำหรับคนคลอดบุตรใหม่ ๆ แก้เจ็บปวดมดลูก ทำให้มดลูกเข้าอู่หรือเข้าที่ ไม่อักเสบ นิยมนำหัวของว่านชักมดลูกที่เป็นหัวกลมสั้นมาฝานต้มน้ำสำหรับอาบ และดื่ม เพื่อให้สภาพร่างกาย และมดลูกฟื้นตัวได้เร็วขึ้น ส่วนหญิงบางคนในสมัยใหม่ไม่ค่อยพบการอยู่ไฟแล้ว แต่ก็ยังนิยมใช้ว่านชักมดลูก/ว่านทรหดมาต้มน้ำอาบ และดื่มเป็นประจำตลอดระยะเวลา 3 เดือน หรือมากกว่า  ว่านชักมดลูกยังช่วยกระตุ้นการย่อยอาหาร แก้ริดสีดวง แก้ไส้เลื่อน  รักษาแผลในกระเพาะอาหาร  ป้องกันมะเร็งชนิดต่างๆ ลดอาการปวดบวมของแผล และต้านการอักเสบของแผล หากเป็นแผลภายในจะใช้การต้มน้ำดื่ม หากเป็นแผลภายนอกอาจใช้ทั้งการต้มน้ำดื่ม ใช้บดทาแผล หรือน้ำต้มล้างทาแผล  ช่วยกระตุ้นกระบวนการสร้างเซลล์ใหม่  และการซ่อมแซมเซลล์ที่สึกหรอหรือเซลล์บาดแผล  ช่วยต้านอนุมูลอิสระ  ทำให้ผิวแลดูสดใส ช่วยลดคอเลสเตอรอล ช่วยในการควบคุมน้ำหนัก กระตุ้นการหลั่งน้ำถุง และช่วยกระตุ้นกระบวนกรย่อยอาหาร แก้ท้องอืดท้องเฟ้อ
รูปแบบขนาดวิธีการใช้

  • นำหัวว่านชักมดลูกมาฝนกับเหล้าดื่ม ปรุงเป็นยาต้ม  นำหัวว่านชักมดลูกหั่นเป็นชิ้น นำไปปิ้งหรือย่างไฟให้แห้ง ดองเหล้า 2 – 3 วัน ดื่มวันละ 2 เวลา ก่อนอาหาร
  • ว่านชักมดลูกอบแห้ง 400 MGกินครั้งละ 1 แคปซูล วันละ 3 ครั้ง ก่อนอาหาร เช้า -กลางวัน - เย็น
  • ยาทำให้มดลูกเข้าอู่ นำว่านชักมดลูกมาฝาน 3 ฝาน 7 ฝาน แล้วแต่ละหัว น้ำประมาณลิตรครึ่ง ต้ม 3 เอา 1 กิน ครั้งละ ? แก้ว วันละ 3 ครั้ง ดื่มไปจนกว่าไม่เจ็บปวด  ท้องแฟบ หลังคลอด ควรทานหลังจากที่มีน้ำนมแล้ว
  • ยารักษาอาการตกขาว นำกิ่งและใบของกระบือเจ็ดตัว 1 – 2 กำมือ และว่านชักมดลูก 5 – 7 แว่น ใส่น้ำให้ท่วมยา ต้มเดือดประมาณ 15 นาที ดื่มครั้งละ ? – 1 แก้ว 3 เวลา ก่อนอาหาร
  • ยาแก้ปวดประจำเดือน นำโกศหัวบัว ว่านชักมดลูก  ใช้ฝนกับน้ำพอกินหมด ฝนนาน 2 นาที จนได้น้ำยาสีขาวขุ่น กลิ่นหอม รสขม รับประทาน 1 – 2 ครั้ง ก็จะหาย
  • ยาคลอดลูกง่าย นำว่านชักมดลูกฝานเป็นแว่น ( 4 – 5 แว่น ) แช่น้ำอาบ จะทำให้คลอดลูกง่าย
  • ยาแก้มดลูกหย่อน นำข่าหด 2 นิ้วมือ ว่านชักมดลูก 1 ฝาน ต้มดื่มครั้งละ 1 แก้ว เช้า – เย็น หรือใช้ข่าหด 1 – 20 กีบ ว่านชักมดลูก 1 ฝาน ตะไคร้ต้น 1 – 2 กีบ ข่าธรรมดา (แก่) 2 – 3 ท่อน ต้มเข้าด้วยกัน ดื่ม เช้า – เย็น
  • ยาแก้ปวดมดลูก ปวดท้อง แน่นท้อง ปัสสาวะกะปริดกะปรอย ทำงานหนักไม่ได้ ว่านชักมดลูก ฝาน 3 ว่าน ต้มดื่มเฉพาะเวลาปวด
  • ยาสตรีปวดมดลูก นำพริกไทยล่อน 7 เม็ด ดีปลี 7 เม็ด กระเทียม 7 กลีบ ขิง 7 ชิ้น ไพลสด 7 แว่น ว่านชักมดลูก 7 แว่น เอาตัวยารวมกันตำให้ละเอียด นำไปต้ม ดื่มเช้า – เย็น ประมาณ 3 วันก็จะหาย
  • แก้เจ็บขา ปวดขา ฝานว่านชักมดลูก 7 แว่น ย่างไฟจนกรอบ ดองเหล้า 3 คืน กินเช้าก๊ง แลงก๊ง(ค่อยๆ กิน)


  ยาสตรีหลังคลอด (ต้ม) ที่มีส่วนผสมของว่านชักมดลูก นำยาใส่น้ำพอท่วม ต้มด้วยไฟปานกลาง นานครึ่งชั่วโมง นำเฉพาะส่วนน้ำมาบริโภคครั้งละ 250 มิลลิลิตร วันละ 3 ครั้ง ก่อนอาหาร หรือดื่มแทนน้ำ รับประทานติดต่อกัน 1 สัปดาห์หรือจนกว่าน้ำคาวปลาจะหมด แต่ไม่เกิน 15 วัน

Tags : ว่านชักมดลูก

หน้า: [1] 2 3