แสดงกระทู้

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.


Messages - watamon

หน้า: 1 [2] 3
16

ถิ่นกำเนิดสมอไทย   
สมอไทยเป็นพืชท้องถิ่นไทย  มีถิ่นกำเนิดในประเทศไทย และประเทศเพื่อนบ้าน อาทิ  พม่า และลาว เป็นต้น  รวมถึงเอเชียใต้ พบเห็นได้มากในป่าเต็งรัง และป่าเบญจพรรณ  ในภาคกลาง อีสาน และภาคเหนือ
ลักษณะทั่วไปสมอไทย 

  • ต้น ขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ ผลัดใบ สูง 20 – 30 เมตร  เรือนยอดกลมกว้าง เปลือกต้นขรุขระ สีเทาอมดำ เปลือกในสีเหลืองอ่อน  เปลือกชั้นในมีน้ำยางสีแดง  กิ่งอ่อนสีเหลืองหรือสีเหลืองแกมน้ำตาล  มีขนคล้ายไหม เปลือกแตกเป็นสะเก็ดห่างๆ ยอดอ่อนมีขนสีน้ำตาลหนาแน่น
  • ใบเดี่ยว เรียงตรงข้าม หรือเกือบตรงข้าม  รูปไข่ถึงรูปไข่แกมรูปใบหอก หรือรูปรีกว้าง กว้าง 5 – 10 ซม. ยาว 11 – 18 ซม. ปลายใบมนหรือเป็นติ่งแหลมโคนกลมหรือกึ่งตัด  หรือบางครั้งเบี้ยว ขอบเรียบแผ่นใบเหนียวคล้ายแผ่นหนัง ผิวด้านบนเป็นเงามันมีขนเล็กน้อย ผิวด้านล่างมมีขนคล้ายไหมถึงขนสั้นหนานุ่ม เมื่อแก่เกือบเกลี้ยง เส้นแขนงใบ ข้างละ 5 – 8 เส้น ก้านใบยาว 5 – 3 ซม. มีขนเหมือนไหม มีต่อม 1 คู่ ใกล้โคนใบ
  • ดอก ออกเป็นช่อเหมือนช่อเชิงลดหรือช่อแยกแขนง มี 3 – 5 ช่อ สีขาวอมเหลือง มีกลิ่นหอมอ่อนๆ มักจะออกพร้อมๆ กับใบอ่อน ออกที่ซอกใบหรือปลายกิ่ง ยาว 5 – 8.5 ซม. ไม่มีก้านข่อดอก หรือก้านช่อดอกสั้น แกนกลางสั้นและเปราะ มีขนสั้นนุ่ม ดอกสมบูรณ์เพศขนาดเล็ก 3 – 0.4 ซม. ไม่มีกลีบดอก ส่วนบนเป็นรูปถ้วยตื้นมีขนคลุมด้านนอก  ใบประดับรูปแถบ ยาว 3.5 – 4 มม. ปลายแหลม มีขนสั้นนุ่มทั้งสองด้าน กลีบเลี้ยง 5 กลีบ สีขาวอมเหลือง โคนเชื่อมติดกันเป็นรูปถ้วย ปลายแยกเป็นแฉก เกลี้ยง รูปคล้ายสามเหลี่ยม เกสรเพศผู้มี 10 กลีบเลี้ยง  ก้านชูอับเรณู ยาว 3 – 3.5 มม. เกลี้ยง จานฐานดอกมีขนเกสรเพศเมียมีรังไข่เหนือวงกลีบ ก้านเกสรเพศเมีย ยาว 2 – 3.5 มม. รังไข่เกลี้ยง หมอนรองดอกมีพูและขนหนาแน่น
  • ผล แบบผลผนังชั้นในแข็ง รูปรีหรือเกือบกลม กว้าง 2 – 2.5 ซม. ยาว 5 – 3.5 ซม.ผิวเกลี้ยง หรือมีสันตื้นๆ ตามยาว 5 สัน เมื่อแก่สีเขียวอมเหลือง หรือสีเขียวผสมน้ำตาลแดง
  • เมล็ดแข็ง มี 1 เมล็ด รูปยาวรี ออกดอกเดือนเมษายนถึงมิถุนายน ติดผลราวเดือนกันยายนถึงธันวาคม พบเจอตามป่าเบญจพรรณ ป่าเต็งรัง ป่าดิบแล้ง หรือพบตามทุ่งหญ้า ที่สูงตั้งแต่ใกล้ระดับน้ำทะเลจนถึง ประมาณ  1000 เมตร
การขยายพันธุ์สมอไทย
สมอเป็นไม้พื้นเมืองที่ขยายพันธุ์ด้วยเมล็ดจัดเป็นไม้ขนาดใหญ่ ต้องอาศัยระบบรากแก้วในการหาอาหารและค้ำจุนลำต้น
            ขั้นตอนการขยายพันธุ์

  • เก็บผลสมอที่สุกและแก่เต็มที่จะมีคุณสมบัติผลสีน้ำตาล อมเหลืองนำมาหมักไว้ประมาณ 2 – 3 วัน เพื่อให้เปลือกและเนื้อติดเมล็ดเปื่อยร่อนออกให้เหลือเฉพาะเมล็ดข้างใน
  • นำเมล็ดที่ได้นำมาล้างน้ำให้สะอาดและนำมาตากแดดให้แห้งประมาณ 3 – 5 แดด
  • เตรียมกระบะเพาะด้วยไม้ทำคอกไม้สี่เหลี่อม ภายในกระบะเพาะประกอบวัสดุเพาะในส่วนผสมของแกลบสุก ดินร่วนปนทราย ขุมมะพร้าว เศษซากใบไม้ที่เน่าเปื่อยได้ง่ายนำมาผสมคลุกเคล้าให้เข้ากัน
  • นำเมล็ดสมอที่ตากแห้งแล้วนำมาหว่านบนวัสดุเพาะภายในกระบะเพาะ และนำเศษซากใบไม้แห้งสับเป็นชิ้นเล็กๆ นำมาคลุกทับเมล็ดสมอบางอีกครั้งหนึ่ง
  • รดน้ำทุกครั้งที่มองเห็นว่าวัสดุเพาะแห้งไม่จำเป็นต้องรดน้ำทุกวันเพาะจะทำให้เมล็ดเน่า
  • สถานที่ในการเตรียมกระบะเพราะชำกล้าไม้จะต้องเป็นที่ร่มรำไร ปล่อยทิ้งไว้ประมาณ 45 – 60 วัน เมล็ดก็จะเริ่มงอก
  • เมื่อต้นกล้ามีการเจริญเติบโตมีความสูงของลำต้นประมาณ 5 เซนติเมตรมีใบจริง 2 – 3 ใบ ให้ทำการเปลี่ยนต้นกล้าใส่ถุงเพาะชำ รดน้ำดูแลจนกว่าต้นกล้าจะเจริญเติบโตแข็งแรงและนำไปเพาะต่อไป


 
 

Tags : กวาวเครือขาว,เจียวกู่หลาน

17

ถิ่นกำเนิดว่านน้ำ
แหล่งกำเนิดอาจพบเห็นในทวีปยุโรปเกือบทั้งหมด (ยกเว้นสเปน รัสเซียตอนเหนือ) จากตะวันออกกลางไปทางตอนเหนือ ลงมาตอนใต้ที่ไซบีเรีย, จีน, ญี่ปุ่น, พม่า, ศรีลังกา, อินเดีย และอเมริกาทางตอนเหนือ ที่เจอกำเนิดในอเมริกา ใช้ชื่อ Acorus americanus มีโครโมโซมเป็น Diploid  แต่ที่พบในจีนและอินเดีย เป็น Triploid ไม่ติดเมล็ด  เป็นไม้น้ำขึ้นในพื้นที่ชื้นแฉะหรือแหล่งน้ำตื้น แถวขอบ สระ บ่อ คูคลอง และแหล่งน้ำอื่น ๆ มักเจริญเติบโตปะปนกับพรรณไม้น้ำอื่น ๆ โดยเฉพาะกก หรือปลูกเดี่ยว ๆ ในอ่างน้ำหรือริมน้ำ
ในไทยว่านน้ำพบเห็นได้ในทุกภาค แต่เจอมากทางภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และบนที่สูงจากระดับน้ำทะเลประมาณ 1,200 เมตร แถบจังหวัดเลย โดยมักพบบริเวณริมลำห้วย ริมลำธาร หรือริมหนองน้ำ ประเทศไทยเจอว่านน้ำที่นำเข้าจากต่างประเทศอีก 2 ชนิด คือ A. pusiilu และ A. gramineus ซึ่งเป็นว่านน้ำที่นำเข้าเพื่อใช้นำไปปลูกในตู้ปลา
ลักษณะทั่วไปว่านน้ำ

  • เหง้า เป็นส่วนลำต้นใต้ดินที่เจริญเป็นแท่งยาวขนานไปกับผิวดินใต้น้ำ มีรูปร่างกลมยาว เส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 1-2 เซนติเมตร เจริญเป็นข้อๆ มีสีขาวออกน้ำตาล มีรากฝอยแตกออกบริเวณข้อ
  • ใบ เป็นใบเดี่ยวที่แตกออกจากราก มีรูปเรียวยาวคล้ายใบดาบ กว้างประมาณ 1-20 ซม. ยาวประมาณ 70-120 ซม. ใบมีลักษณะหนา สีเขียวเข้มเป็นมัน ฉ่ำน้ำ ใบมีกลิ่นหอม เมื่อแตกออกจากเหง้าจะพับตีบ และค่อยๆแผ่ออก คล้ายว่านหางช้าง
  • ดอก และผล ดอกแทงออกเป็นช่อ บริเวณก้านใบ มีรูปร่างเป็นแท่ง มีลักษณะสีเขียวอ่อนออกเหลืองเมื่ออ่อน และเปลี่ยนเป็นสีเขียวอมน้ำตาลจนถึงน้ำตาลแดงเมื่อแก่ ทรงดอกมีรูปร่างคล้ายธูปหรือผลดีปลี ยาวประมาณ 5-10 ซม. มีก้านดอกใหญ่ ตรงยาวประมาณ 15-30 ซม. ดอกประกอบด้วยเกสรตัวผู้ และเกสรตัวเมียในดอกเดียวกัน ผลที่สุกจะออกสีน้ำตาลแดง ประกอบด้วยเมล็ดขนาดเล็กที่เจริญจากหลายรังไข่ในดอกเดียว
  • เหง้า มีรูปคล้ายข่า รูปทรงกระบอก ค่อนข้างแบน ภายนอกมีสีน้ำตาลอ่อนหรือน้ำตาลอมชมพู มีกลิ่นหอมเฉพาะตัว มีรากเล็กเป็นฝอยๆแตกออกบริเวณเหง้า

    การขยายพันธุ์ว่านน้ำ
    โดยการแยกหน่อ
    การปลูกว่านน้ำ ว่านน้ำปลูกได้ดีในที่ชื้นแฉะ มีน้ำท่วม ริมบ่อน้ำ ปลูกโดยการตัดต้นพันธุ์หรือเหง้าให้มีข้ออย่างน้อย 1 ข้อ ปักชำในกระบะทรายก่อน พอเริ่มงอกจึงย้ายไปนำไปปลูกหรือนำท่อนพันธุ์ไปปักประมาณ 1 สัปดาห์ จะเป็นใบอ่อนแตกออกมา ว่านน้ำเป็นพืชที่ชอบแสงแดดรำไร เจริญเติบโตได้ดีในฤดูฝน เมื่อเข้าปลายฤดูฝนเหง้าจะเริ่มมีใบแห้ง เริ่มจากเหง้าข้อที่ 1 ไปเรื่อยๆ ถ้าขาดน้ำในช่วงนี้เป็นเวลานาน เหง้าอาจจะแห้งตายได้แต่ถ้ามีน้ำอยู่ เหง้าก็ยังคงสดอยู่และแตกรากและใบใหม่ต่อไป
    องค์ประกอบทางเคมี
    น้ำมันระเหยง่าย 0.5-10% ประกอบด้วย asarone, cis-methylisoeugenol, asaryl aldehyde, acorone, acoroxide, acorin, calcmene, linalool, calamol, calameone, azulene, pinene, cineole, camphor  และยังพบเห็นสาร Calacone, Acorenone, Shyobunone, Tannin, แคลเซียม, โพแทสเซียม, และวิตามินซี เป็นต้น และยังมีสารในกลุ่ม Sesquiterpene ที่ประกอบไปด้วย Acoragermacrone, Acolamone, Isoacolamone  glucoside รสขมชื่อ acorin     
     

18

ถิ่นกำเนิดไพล[/url][/b]
พรรณไม้ชนิดนี้มีถิ่นกำเนิดอยู่ในเอเชียบริเวณประเทศอินเดีย อินโดนีเซีย มาเลเซีย และไทย  พืชชนิดนี้มีเขตการแพร่กระจายพันธุ์ทั่วไปในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ในไทยนั้นพบเห็นได้ทั่วทุกภาคของประเทศ แต่นิยมเพาะปลูกกันมากในแถบจังหวัด กาญจนบุรี,สุพรรณบุรี,ปราจีนบุรีและสระแก้ว
ลักษณะทั่วไปไพล
ไม้ล้มลุกอายุหลายปีเหง้าอวบหนาผิวนอกสีน้ำตาลอ่อน เนื้อในสีเหลืองอมสีส้ม มีกลิ่นเฉพาะ กาบใบเรียงสลับโอบกันแน่นชูเหนือ ดินเป็นลำต้นเทียม สูง 1.2-1.8 เมตร แตกกอกาบใบเกลี้ยงหรือมีขนตามขอบ ใบ เป็นใบเดี่ยวเรียงสลับระนาบเดียว รูปแถบ กว้าง 2-4 เซนติเมตร ยาว 20-35 เซนติเมตร ปลายเรียวยาว โคนสอบ ผิวใบด้านล่างมีขนนุ่ม ก้านใบยาวประมาณ 3 มิลลิเมตร ลิ้นใบเป็นสองแฉกตื้นยาวประมาณ 2 มิลลิเมตร มีขน ช่อดอก แบบช่อเชิงลด ออกจากราก ก้านช่อตั้งตรงขึ้นเหนือดิน ยาว 20–25 เซนติเมตร รูปกระสวยถึงรูปไข่ กว้าง 3-4 เซนติเมตร ยาว 10-15 เซนติเมตร ใบ ประดับเรียงซ้อนกันแน่น สีน้ำตาลขอบสีเขียว อ่อน รูปไข่ ยาว 3-3.5 เซนติเมตร ผิวมีขนนุ่ม ปลายแหลม ใบประดับย่อยยาว 1-1.5 เซนติเมตร กลีบเลี้ยงโคนติดกันเป็นหลอด สีขาว ยาวประมาณ 1.2 เซนติเมตร กลีบดอกสีเหลือง อ่อน โคนติดกันเป็นหลอดยาวประมาณ 6 เซนติเมตร ปลายแยกเป็นสามแฉก เกสรเพศผู้ เป็นหมันที่เปลี่ยนไปเป็นกลีบปากยาวประมาณ 6 เซนติเมตร รูปเกือบกลม สีขาว ปลายแยกเป็น 2 แฉก และจะแยกออกลึกขึ้นเมื่อดอกใกล้โรย เกสรเพศผู้เป็นหมันที่เหลือรูปขอบขนาน สีเดียว กับกลีบปาก ขนาบสองข้างของโคนกลีบปากและ เชื่อมเป็นแผ่นเดียวกัน เกสรเพศผู้ที่สมบูรณ์มี1 อัน ก้านเกสรเพศผู้สั้นมาก อับเรณูเป็นหงอนยาว และโค้งหุ้มก้านยอดเกสรเพศเมีย ที่ยาวขึ้นไป เหนืออับเรณูรังไข่อยู่ใต้วงกลีบ ยาวประมาณ 2 มิลลิเมตร มี3 ช่อง แต่ละช่องมีออวุลจำนวนมาก ผล แบบผลแห้งแตก รูปกลม
การขยายพันธุ์ไพล
ไพลสามารถแพร่กระจายพันธุ์โดยใช้เมล็ด  แง่งหรือรากซึ่งเป็นส่วนของลำต้นใต้ดิน  โดยทั่ว ไปๆจะใช้ส่วนของเหง้าเป็นท่อนพันธุ์ในการนำไปปลูก ไพลชอบดินร่วนซุย ไม่ชอบน้ำขังหรือดินที่มีการระบายน้ำไม่ดีเนื่องจากจะเน่าเสียโดยเฉพาะดินที่มีสภาพเป็นกรด เมื่อมีฝนซุกหรือความชื้นในดินสูง จะทำให้เกิดโรคแง่งเน่า สามารถเพาะปลูกกลางแจ้งจนถึงมีแสงแดดพอควร  ส่วนต้นเหนือดินมักจะยุบหรือแห้งเมื่อเข้าฤดูแล้ง  ส่วนใหญ่จะเก็บเหง้าแก่เมื่ออายุ 2-3 ปี หลังปลูก
องค์ประกอบทางเคมี
องค์ประกอบทางเคมีไพลมีองค์ประกอบเคมีเป็น น้ำมันระเหยง่ายไม่น้อยกว่าร้อยละ 0.87,8 โดย องค์ประกอบเคมีของน้ำมันระเหยง่ายอาจแตก ต่างกันไปตามแหล่งที่มา แต่โดยทั่วไปมักมีสาร กลุ่มมอโนเทอร์พีน (monoterpene) เป็นหลัก เช่น แอลฟา-ไพนีน ( ᶏ-pinene), ซาบินีน (sabinene), แอลฟา-เทอร์พินีน ( ᶏ-terpinene), แกมมา-เทอร์พินีน ( ᶌ-terpinene), เทอร์พีน- 4-ออล (terpenen-4-ol)
นอกจากนั้นไพลยังมี สารสีเหลืองเคอร์คูมิน ( c u r c um i n ) ได้แก่ cassumunin A-C, curcumin , อนุพันธ์แนฟโทควิโนน (naphthoquinone derivatives), อนุพันธ์บิวทานอยด์ (butanoid der ivat ives) หลายชนิด ที่สำคัญได้แก่  cassumunarins (อี)-4-(3,4-ดีเมทอกซีเฟนิล)บิว-3-อีน-1-ออล [(E)-4-(3,4-dimethoxyphenyl)but-3-en-1-ol หรือสารดี(D)], (อี)-1-(3,4-ดีเมทิลเฟนิล) บิวทาไดอีน [(E)-1-(3,4-dimethylphenyl) butadiene หรือ สารดีเอ็มพีบีดี(DMPBD)], อนุพันธ์ไซโ ค ล เ ฮ ก ซีน ( c y c l o h e x e n e derivatives) เช่น ซีส-3-(3,4-ไดเมทอกซีเฟนิล) -4-[(อี)-3,4-ไดเมทอกซีสไตริล]ไซโคลเฮก-1- อีน [cis-3-(3,4)-dimethoxyphenyl)-4-[(E)-3, 4-dimethoxystyryl]cyclohex-1-ene]
สรรพคุณ 
เหง้า ขับโลหิตร้ายทั้งหลายให้ตกเสีย ขับระดูสตรี แก้ฟกช้ำ เคล็ดบวม ขับลมในลำไส้ ขับระดู ไล่แมลง แก้จุกเสียด ดูแลรักษาโรคเหน็บชา แก้ปวดท้อง บิดเป็นมูกเลือด ช่วยสมานแผล สมานลำไส้ แก้ลำไส้อักเสบ แก้มุตกิดระดูขาว ขับลม แก้ท้องอืดท้องเฟ้อ แก้ปวดท้อง แก้ท้องผูก แก้อาเจียน แก้ปวดฟัน เป็นยาดูแลรักษาหืด แก้เคล็ดขัดยอก ข้อเท้าแพลง แก้โรคผิวหนัง แก้ฝี ทาเคลือบแผลป้องกันการติดเชื้อ ดูดหนอง สมานแผล แก้ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ เป็นยาชาเฉพาะที่ ใช้ป้องกันเล็บถอด และใช้ต้มน้ำอาบหลังคลอดดูแลอาการปวดเมื่อย  เคล็ดขัดยอก  ฟกช้ำ  ลดอาการอักเสบ  บวม เส้นตึง เมื่อยขบ เหน็บชา และลดอาการปวด  มีฤทธิ์เป็นยาชาเฉพาะที่ สมานแผล หรือต้มน้ำสมุนไพรอาบ เป็นส่วนประกอบในยาประคบ ถูนวดตัว บำรุงผิวพรรณ ราก แก้โรคอันบังเกิดแต่โลหิตอันออกทางปากและจมูก ขับโลหิต แก้อาเจียนเป็นโลหิต แก้ปวดท้อง ช่วยทำให้ประจำเดือนมาปกติ แก้ท้องอืดท้องเฟ้อ แก้ท้องผูก แก้โรคผิวหนัง แก้เคล็ดขัดยอก
           นอกจากนี้บัญชียาจากสมุนไพร: ที่มีการใช้ตามองค์ความรู้ดั้งเดิม ตามประกาศ คณะกรรมการแห่งชาติด้านยา (ฉบับที่ 5)    ปรากฏการใช้เหง้าไพล ในยาดูแลอาการทางระบบทางเดินอาหาร ตำรับ “ยาประสะกานพลู” มีส่วนประกอบของไพลร่วมกับสมุนไพรชนิดอื่นๆ ในตำรับ มีคุณประโยชน์บรรเทาอาการปวดท้อง จุกเสียด แน่นเฟ้อจากอาหารไม่ย่อย เนื่องจากธาตุไม่ปกติ และยารักษากลุ่มอาการทางสูติศาสตร์-นรีเวชวิทยา ปรากฏตำรับ “ยาประสะไพล” มีไพลเป็นส่วนประกอบหลักร่วมกับสมุนไพรชนิดอื่นๆ ในตำรับ ใช้ในสตรีที่ระดูมาไม่สม่ำเสมอ หรือมาน้อยกว่าปกติ และขับน้ำคาวปลาในสตรีหลังคลอดบุตร
การศึกษาทางคลินิก
ครีมไพลซึ่งมีน้ำมันหอมระเหยเป็นส่วนประกอบ (14%) พบว่าใช้ภายนอกลดอาการปวดบวมในการดูแลรักษาข้อเท้าแพลง   เหง้ามีสาร veratrole มีฤทธิ์ขยายหลอดลม มีการทดลองให้ทานในผู้ป่วยโรคหืดพบว่าได้ผลทั้งหืดชนิดเฉียบพลันและเรื้อรัง
 

19

ถิ่นกำเนิดบุก
บุกเป็นพืชหัว เริ่มเป็นที่รู้จักเมื่อประมาณ 100 กว่าปีมาแล้วโดยนักพฤกษศาสตร์ชาวอิตาลี Odoardo Beccari  ได้ค้นพบพืชในสกุลบุกชนิดหนึ่ง คือ Amophophallus  titanium (Becc.) Ex  Arcang. ในป่าของประเทศอินโดนีเซียด้วยปริมาณดอกที่ใหญ่มหึมาและลักษณะรูปพรรณสัณฐาน  สีสันสวยงาม แปลตาได้ปลุกเร้าความสนใจของนักพฤกษศาสตร์ และคนทั่วไปให้หันมาค้นคว้าและให้ความสำคัญกับพืชนี้มากขึ้น   และได้ขนานนามดอกไม้ขนาดยักษ์นี้ว่า “ดอกไม้มหัศจรรย์” สายพันธุ์บุกในโลกมีไม่ต่ำกว่า 90 ชนิด  มีถิ่นกำเนิดในประเทศเอเชีย  พบเจอมากที่สุดในแถบประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้  โดยเฉพาะประเทศอินโดนีเซียที่พบเห็นมากกว่า 80 ชนิด จากการสำรวจพบเจอว่ามีพืชสกุลบุกอยู่ประมาณ 170 ชนิดทั่วโลก และพบในประเทศไทย 46 ชนิด (เต็ม, 2544 และ Hetterscheid & Ittenbach, 1996) เจริญเติบโตและแพร่กระจายอยู่ทั่วทุกภาคของประเทศโดยเฉพาะบริเวณป่าโปร่งที่เป็นแหล่งอาศัยของพืชพื้นเมือง

  • ภาคเหนือ พบที่  แม่ฮ่องสอน  เชียงใหม่  เชียงราย  พะเยา  ลำพูน  ลำปาง แพร่  น่าน พิจิตร  อุดรดิตถ์  กำแพงเพชร  พิษณุโลก  และสุโขทัย
  • ภาคกลาง พบเจอที่  กรุงเทพมหานคร  นนทบุรี  ธนบุรี  ปทุมธานี  และปราจีนบุรี
  • ภาคใต้      พบที่  ประจวบคีรีขันธ์  ชุมพร  ระนอง  ปัตตานี  พังงา  ภูเก็ต  สุราษฎร์ธานี  กระบี่  ยะลา  และนราธิวาส
  • ภาคตะวันออก พบเห็นในหลายจังหวัดทางฝั่งทะเลตะวันออก
  • ภาคตะวันตก พบเจอที่  สุพรรณบุรี  กาญจนบุรี  และ  เพชรบุรี
  • ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ พบเจอมากที่นครราชสีมา และ  บุรีรัมย์

    ลักษณะทั่วไปบุก
      ลักษณะทางพฤกษศาสตร์  ไม่ล้มลุกเนื้ออ่อน ลำต้นอวบ สีเขียวเข้ม ตามต้นมีรอยด่างเป็นดวงๆ เขียวสลับขาว  ใบเป็นชนิดใบเดี่ยว  แตกใบที่ยอด  กลุ่มใบแผ่เป็นแผงคล้ายร่มกางก้านใบต่อเนื่องกันเป็นกลุ่ม กลุ่มละ 5 – 7 ใน รูปใบยาวปลายใบแหลม  ขนาดใบยาว 12 – 15 ซม. ลำต้นสูง 1 – 2 เมตร  ดอกบุกเป็นสีเหลือง บานในตอนเย็นมีกลิ่นเหม็น  เหมือนหน้าวัว ประกอบด้วยปลี  และจานรองดอก  จานรองดอกมีเส้นผ่านศูนย์กลาง  12 – 15 ซม. เกสรตัวผู้และตัวเมียรวมอยู่ในดอกเดียวกัน  แต่แยกกันอยู่คนละชั้น  เมื่อบานจานรองดอกจะโรย  เหลืออยู่แต่ปลีดอก  ซึ่งจะกลายเป็นผล  ก่อนออกดอกต้นจะตายเหลือแต่หัว ซึ่งเป็นก้อนกลมสีขาว ขนาด 6 – 10 ซม.เจริญเติบโตอยู่ใต้ดิน
    การขยายพันธุ์
    โดยปกติบุกขยายพันธุ์ได้ตามธรรมชาติด้วยการแตกหน่อหรือเมล็ด  เมื่อเมล็ดบุกแก่จัดจะร่วงกระจัดกระจายลงสู่พื้นดิน  จากการเฝ้าสังเกตของนักพฤกษศาสตร์ที่ศึกษาเรื่องการกระจายพันธุ์ของบุกรายงานว่าในประเทศอินเดียและประเทศอื่นบางประเทศพบเจอนกเงือกและนกกาเขนกินผลบุก  เนื่องจากผลของบุกส่วนใหญ่มีสีสดใสจึงดึงดูดให้นกมากินซึ่งเป็นการช่วยกระจายพันธุ์บุกตามธรรมชาติอีกวิธีหนึ่ง  สำหรับในประเทศไทยยังไม่เคยมีรายงานในเรื่องนี้ แต่จากการสังเกตในแปลงรวบรวมตัวอย่างบึกพบว่ามีนกปรอดหัวโขนมากินผลซึ่งกำลังสุกแดง  ซึ่งนอกจากนกแล้วมนุษย์ยังเป็นตัวการสำคัญในการกระจายพันธุ์ของบุก โดยการนำส่วนขยายพันธุ์ของบุก คือ เมล็ด หัว และส่วนขยายพันธุ์อื่นไปปลูกตามบ้านเรือนและไร่นา จึงทกให้มีบุกเจริญเติบโตอยู่ทั่วไป
    บุกสามารถขยายพันธุ์ได้หลายวิธีดังนี้

  • โดยวิธีการเพาะเมล็ด บุกสามารถขยายพันธุ์ได้เองตามธรรมชาติ โดยเมล็ดที่ร่วงหล่นลงดินสามารถงอกเป็นต้นใหม่ได้  จากการทดลองในห้องปฏิบัติการและภาคสนาม  พบเจอว่าเมล็ดบุกส่วนใหญ่มีความงอกมากว่า 90%  และบุกบางชนิดมีระยะพักตัวเป็นเวลานานถึง 4 เดือน
  • โดยวิธีการแตกหนอจากหัวเดิม บุกบางชนิดมีหน่อขนาดเล็กเป็นจำนวนมากอยู่บนหัวเดิม  ซึ่งหน่อเหล่านี้  สามารถแยกไปปลูกเป็นต้นใหม่ได้หรือใช้วิธีตัดแบ่งหัวเกา แล้วนำไปปลูกขยายพันธุ์แต่มักมีปัญหาเรื่องหัวเน่า
  • โดยใช้เหง้า (Rhizome) บุกบางชนิดเมื่อเจริญเติบโตเต็มที่จะมีเหง้าแตกออกมาจากหัวเติมโดยรอบมีความยาว 10 – 30 เซนติเมตร นำเหง้ามาตัดแบ่งเป็นท่อนสั้นๆ  แล้วนำไปปลูกขยายพันธุ์ได้อีกวิธีหนึ่ง


 

เครดิต : http://www.disthai.com/16488234/%E0%B8%9A%E0%B8%B8%E0%B8%81

20
การศึกษา / ถิ่นกำเนิดและลักษณะทั่วไปขิง
« เมื่อ: พฤษภาคม 26, 2017, 10:04:25 AM »

ถิ่นกำเนิดขิง[/url] [/b]
ขิง มหาโอสถอันเก่าแก่ที่เอเชียโบราณรู้จักดี  ขิง (ginger) จัดว่าเป็นสมุนไพรและเครื่องเทศที่มีความสำคัญ และเก่าแก่ชนิดหนึ่งของโลก มีหลักฐานการใช้ยาวนานกว่า ๕,๐๐๐ ปี มีการใช้อย่างกว้างขวางในประเทศอินเดียและจีนสมัยโบราณ
ขงจื๊อ ปราชญ์จีนสมัยชุนชิว (ค.ศ.๔๗๙-ค.ศ.๕๐๐) ได้เสนอว่า "อาหารทุกมื้อไม่ควรละเลยขิง" ท่านเชื่อว่าบรรดาผักต่างๆ ขิงมีคุณค่ามากที่สุด สามารถทำให้มีชีวิตชีวา ขับของเสียในร่างกาย ขงจื๊อเป็นคน มณฑลซานตุง ปัจจุบันที่เมืองไหลอู๋ของซานตุง มีโรงงานผลิตเหล้าขิง ที่มีชื่อ ซึ่งแสดงถึงความเชื่อของขงจื๊อได้รับการสืบทอดต่อกันมา
ซูตงปอ กวีเอกสมัยราชวงศ์ซ่ง ได้เขียนบทกวี "ตงปอจ๋อจี้" บอกเล่าถึงพระที่วัดเฉียนถางจิ้ง แห่งเมืองหางเจ่า ซึ่งมีอายุกว่า ๘๐ ปี มีใบหน้า อันอิ่มเอิบ สุขภาพแข็งแรง ได้คำตอบจากพระท่านนั้นว่า" ท่านฉันขิงมากว่า ๔๐ ปี ท่านจึงไม่แก่" ซูตงปอจึงมีความเชื่อว่าขิงคือยาอายุวัฒนะดีๆ นี่เอง
แหล่งกำเนิดของขิงไม่มีรายงานหรือปรากฏหลักฐานที่แน่ชัดว่ามีถิ่นกำเนิดจากที่ไหน
 แต่สันนิษฐานว่าขิงมีแหล่งกำเนิดอยู่ในบริเวณเอเชียตอนใต้ โดยเชื่อว่าแหล่งกำเนิดอยู่ในประเทศจีนชาวอินเดียได้นำขิงเข้าไปจำหน่ายในทวีปยุโรป ประมาณในศตวรรษที่ 7 ได้มีผู้นำเข้าไปจำหน่ายในประเทศแถบทะเลเมดิเตอร์เรเนียน มีชื่อภาษาสันสกฤตว่า “Singabera” พวกกรีกและลาติน เรียกว่า “Zingiber” ซึ่งคำนี้ปัจจุบันคือ ชื่อสกุล (Genus)ของขิงเชื่อว่าแหล่งกำเนิดของขิงน่ามาจากประเทศในบริเวณเอเชียอาคเนย์ ปัจจุบันขิงเป็นพืชที่มีปลูกมากในในประเทศอินเดีย ญี่ปุ่น เกาหลีและประเทศในบริเวณเอเชียอาคเนย์
ลักษณะทั่วไปขิง 

  • เหง้า/ลำต้นใต้ดิน ขิงเป็นพืชในกลุ่มเดียวกันกับข่า และขมิ้น มีลำต้นขึ้นแน่นเป็นกอ โดยมีลำต้นแท้ที่เป็นเหง้าอยู่ใต้ดิน ซึ่งมักเรียก แง่งขิงหรือหัวขิง (Rhizome) ซึ่งเป็นส่วนที่ใช้นำมาบริโภค และใช้ประโยชน์มากที่สุด หัวขิงมีลักษณะเป็นแท่งสั้น แตกแขนงออกเป็นแง่งย่อย ผิวของแง่งหรือหัวมีสีขาวอมเหลืองหรือสีเหลืองอ่อนตามสายพันธุ์ มีแผ่นผิวนอกหุ้มเป็นแผ่นสีน้ำตาลแกมเหลือง และมีรากฝอยแตกออกจากแง่ง เนื้อด้านในมีสีเหลือง มีกลิ่นหอมเฉพาะ ส่วนลำต้นเทียมที่โผล่เหนือดินจะประกอบด้วยแกนลำที่มีรูปเป็นปล้อง ถูกหุ้มด้วยกาบใบเรียงตามความสูง
  • ใบ และลำต้นเทียม ใบ และกาบใบเป็นส่วนหนึ่งของลำต้นเทียมที่แทงออกจากเหง้าหรือลำต้นใต้ดิน สูงจากพื้นดินประมาณ 0.30-1 เมตร ประกอบด้วยแก่น กาบใบ และใบ ใบเป็นใบเลี้ยงเดี่ยว ใบมีสีเขียวเข้ม  มีขนเล็กๆ ขึ้นตามใบ ใบส่วนยอดชันตั้งตรง ใบล่างโค้งพับลงด้านล่าง ขอบใบเรียบ ปลายใบแหลมม้วนงอ กว้างxยาว ประมาณ 1.8-4 x 15-20 เซนติเมตร มีเส้นกลางใบมองเห็นอย่างชัดเจน
  • ดอก ขิงออกดอกเป็นช่อ แต่เป็นพืชที่ไม่ค่อยออกดอกหรือติดเมล็ด แต่เจอการออกดอกบ้างในบางพันธุ์ และสภาพแวดล้อมที่เพาะปลูก ช่อดอกออกตรงใจกลางของราก มีก้านช่อยาว 10-20 เซนติเมตร ประกอบด้วยดอก และกลีบดอกจำนวนมาก กลีบดอกยาวประมาณ 4-7 เซนติเมตร กลีบดอกมีสีเหลืองแกมเขียว เมื่อดอกบานมีสีแดงสดสวยงาม

    ประเทศไทยนับว่าโชคดีที่เราสามารถปลูกขิงได้เอง มีขิงใช้ทั้งปี เป็นได้ทั้งอาหารเป็นได้ทั้งยา ยิ่งใกล้หนาวขิงดูเหมือนจะเป็นสิ่งจำเป็นต่อร่างกายมากขึ้น โดยเฉพาะผู้สูงอายุหรือผู้ที่มีไม่แข็งแรงอ่อนแอมีความต้านทานต่ออากาศเย็นได้น้อย เดี๋ยวจะพลอยเป็นหวัด ไม่สบายไปในหน้าหนาว หรือคนที่มีโรคหอบหืดประจำตัวหน้าหนาวก็มักจะมีอาการกำเริบมากขึ้น นอกจากนี้ใช้เป็นอาหารและใช้ในการปรุงกลิ่นแล้ว
     

    Tags : ขิง

21

ถิ่นกำเนิดกีบแรด[/url][/b]
เป็นพืชที่มีเขตการกระจายพันธุ์กว้าง พบเห็นได้ตั้งแต่ไต้หวัน , มาเลเซีย ,ออสเตรเลีย นิวกินี และหมู่เกาะในมหาสมุทรแปซิฟิก ในประเทศไทยพบได้ทั่วทุกภาคของประเทศ มักพบเห็นขึ้นเองตามสภาพของเขา ตามป่าชื้น ป่าดิบเขาที่มีร่มเงาและมีความชื้นสูง ใกล้แหล่งน้ำ ตามที่รกร้างทั่วไป โดยเฉพาะตามห้วยต่าง ๆ
ลักษณะทั่วไปกีบแรด 
เฟินกีบแรด เป็นเฟินดิน ชอบร่มเงา และต้องการความชื้นในอากาศสูง ในประเทศไทยพบเห็นทั่วไปตามป่าดิบเขาที่มีร่มเงาและความชื้นสูง มีข้อสันนิษฐานว่า เฟินกีบแรดต้องอาศัยอยู่ร่วมกับเชื้อราที่ระบบรากของกีบแรด เพื่อให้เชื้อราช่วยย่อยสลายสารอินทรีย์ ให้กลายเป็นธาตุอาหารให้กับรากของกีบแรดดูดซึมเข้าไป โดยลำพังมันไม่สามารถดูดซับเองได้ และกีบแรดแลกเปลี่ยนแป้งและน้ำตาลให้กับเชื้อราคืนด้วย หากไม่มีเชื้อรา กีบแรดอาจจะไม่เจริญเติบโตได้
ลักษณะต้น
เป็นเฟินที่มีขนาดใหญ่ มีลำต้นเป็นหัวอยู่ฝังที่ระดับผิวดิน เป็นเนื้ออวบอ้วน ที่หัวมีร่องรอยบุ๋มรอบหัว ซึ่งเกิดจากขั้วของก้านใบที่หลุดออก เหลือไว้เป็นร่อง มองดูคล้ายกีบเท้าแรด สมชื่อที่เรียกว่า กีบแรด เคยมีคนบอกว่าพบเห็นที่เชียงใหม่ ขนาดของหัวใหญ่ เส้นผ่าศูนย์กลางถึง 1.5 ม.
ใบว่านกีบแรด
ใบเป็นใบประกอบแบบขนนก 2 ชั้น ใบรวมทั้งหมดยาวประมาณ 1.8-4.5 เมตร และกว้างได้ถึง 2 เมตร ใบย่อยมีลักษณะเป็นรูปขอบขนานหรือรูปใบหอก ปลายใบแหลม โคนใบมนไม่เท่ากันหรือเป็นรูปหัวใจตื้น ๆ และเบี้ยว ส่วนขอบใบจักมน จักเป็นฟันเลื่อย หรือจักถี่ ๆ ตลอดทั้งขอบใบ ใบย่อยมีขนาดกว้างประมาณ 1-4 เซนติเมตร และยาวประมาณ 10-30 เซนติเมตร หลังใบและท้องใบเรียบ เนื้อใบค่อนข้างหนา อวบน้ำ มีเมล็ดสีน้ำตาล หลังใบด้านบนเป็นสีเขียวเข้มเป็นมัน ส่วนด้านล่างเป็นสีเขียวอ่อน เส้นแขนงใบอิสระแยกสาขาเป็นคู่ จำนวนมาก ก้านใบย่อยบวม ยาวประมาณ 3-8 มิลลิเมตร ก้านใบร่วมมีขนาดใหญ่ รูปร่างอวบกลม ตามใบแก่จะมีอับสปอร์สีน้ำตาล เรียงติดกันเป็นบริเวณอยู่ใกล้กับขอบใบตรงด้านท้องใบ กลุ่มอับสปอร์จะอยู่ห่างจากขอบใบประมาณ 1 มิลลิเมตรรูปร่างเป็นรูปรี ประกอบด้วย 7-12 อับสปอร์ ผนังเชื่อมติดกัน ไม่มีเยื่อคลุมกลุ่มอับสปอร์
หัว จะมีรูปร่างคล้ายกับกีบเท้าของแรดหรือกระบือ หัวนั้นจะเป็นสีน้ำตาลแก่ แต่ถ้าหักหัวดูภายในเป็นสีเหลืองเหมือนขมิ้น และมีรสเย็นฝาด
การขยายพันธุ์
 สปอร์ หรือ ใช้กีบด้านข้างลำต้น นำไปชำในที่ร่มและชื้น แต่ใช้ระยะเวลานานมากกว่าจะแตกตาต้นใหม่
การปลูกเลี้ยง :
ฝังหัวเหง้าลงตื้นๆ ให้หัวโผล่อยู่ที่ผิวเครื่องปลูกสำหรับวัสดุปลูก ชอบสภาพเป็นกรดเล็กน้อย มีใบไม้ผุมากๆ และโปร่ง ผสมทรายหยาบบ้าง เพื่อให้ระบายน้ำและระบบรากถ่ายเทอากาศดี ชอบแสงรำไรและอากาศชุ่มชื้น เหมาะนำไปปลูกเป็นสวนป่า หรือปลูกลงกระถางก็สวยงามดี หากนำไปปลูกในกระถาง ควรเลือกกระถางให้ใหญ่กว่าหัวมากหน่อย แต่หากเพาะปลูกลงดิน จะเจริญเติบโตได้ดีกว่า ปกติให้ใบใหม่ช้า แต่เมื่อใบอ่อนเริ่มงอก จะโตได้รวดเร็ว และไม่ทิ้งใบบ่อย ต้นที่เพาะปลูกอยู่บ้าน แต่ละใบอยู่ให้เห็น 1-2 ปี ในช่วงที่ออกใบอ่อนใหม่ หากมีช่วงขาดน้ำ เมื่อได้รับน้ำอีกครั้ง มันจะเกิดเป็นปุ่มตาที่ก้านใบ ที่ดูเหมือนเป็นข้อที่ก้านใบ
 

Tags : กวาวเครือขาว,เจียวกู่หลาน

22

ถิ่นกำเนิดเจตมูลเพลิงแดง 
เจตมูลเพลิงแดงเป็นพืชล้มลุกที่มีอายุหลายปี และถือเป็นสมุนไพรเก่าแก่ชนิดหนึ่งของไทยและอินเดีย  เจตมูลเพลิงแดงเป็นพืชสมุนไพร ทีมีการนำเอามาใช้ทางด้านเภสัชกรรมอย่างกว้างขว้างเป็นพืชสมุนไพรที่มีถิ่นกำเนิดในประเทศอินเดีย และมีการแพร่กระจายในประเทศแถบเอเชีย และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เช่น จีน ไทย อินโดเนียเซีย
ลักษณะทั่วไปเจตมูลเพลิงแดง[/url]  [/b]
               ไม้พุ่มล้มลุกขนาดเล็ก สูงราว 1-1.5 เมตร มีอายุหลายปี กิ่งก้านมักทอดยาว ยอดอ่อนสีแดง ลำต้นกลมเรียบ กิ่งอ่อนสีเขียวปนแดง มีสีแดงบริเวณข้อ ใบเป็นใบเดี่ยวออกสลับกัน รูปไข่ กว้าง 3-5 เซนติเมตร ยาว 8-13 เซนติเมตร ปลายใบแหลม โคนใบมน มีสีเขียว ใบบาง แผ่นใบมักบิด ก้านใบและแกนกลางใบอ่อนมีสีแดง ดอกออกเป็นช่อแบบช่อกระจะเชิงลด ยาว 20-90 ซม. ก้านช่อดอกยาว 1-3 ซม. มีดอกย่อยจำนวนมาก ประมาณ 10-15 ดอก ดอกออกเป็นช่อตั้งขึ้นที่ปลายกิ่งหรือปลายยอด กลีบดอกสีแดงสด กลีบบางมี 5 กลีบ โคนกลีบดอกเชื่อมติดกันเป็นหลอดเล็กๆ ยาว 2.5-3.5 เซนติเมตร ปลายแยกเป็น 5 แฉก รูปไข่กลับ ยาวประมาณ 2 ซม. ปลายกลีบกลม เป็นติ่งหนามตอนปลาย ใบประดับและใบประดับย่อยรูปไข่ขนาดเล็ก ยาว 0.2-0.3 ซม. เกสรเพศผู้ 5 อัน ติดตรงข้ามกลีบดอก อับเรณูยาวประมาณ 2 มม. รังไข่รูปรี ก้านเกสรเพศเมียมีหลายขนาดมีขนยาวที่โคน กลีบเลี้ยง 5 กลีบ รูปใบหอก เป็นหลอดเล็ก ยาว 0.5-1 เซนติเมตร สีเขียว และมีขนเหนียวๆปกคลุม เมื่อจับรู้สึกเหนียวมือ ดอกออกระหว่างเดือนตุลาคม – กุมภาพันธ์  ผลรูปร่างเป็นฝักกลม ทรงรียาว   จะแตกออกเมื่อแก่ รากสีน้ำตาลดำเป็นเส้นๆ
การขยายพันธุ์เจตมูลเพลิงแดง   
การแพร่พันธุ์สามารถทำได้โดยการ เพาะปลูก เมล็ด  และการปักชำกิ่ง  การแพร่พันธุ์เจตมูลเพลิง (ทั้งแดงและขาว) นั้น ปกติก็ใช้วิธีเพาะเมล็ด แต่ในกรณีที่ต้องการปลูก เป็นจำนวนมาก เราสามารถใช้วิธีปักชำกิ่งก่อนนำไปเพาะ ขยายลงแปลงหรือลงในรองซีเมนต์ (หากเพาะปลูก ลงแปลงรากของเจตมูลเพลิงจะไชลงในดินลึกและยากแก่การเก็บเกี่ยวผลผลิต จึงใช้วิธีปลูก ลงในรองซีเมนต์ชนิดที่ไม่มีก้น แต่ใช้วัสดุแผ่นเรียบวางรองพื้นแทน เพื่อป้องกันไม่ให้รากชอนไชลงพื้น) ชนิดที่ต้องให้ระบายน้ำได้สะดวก โดยนำไปปลูก ในช่วงต้นฝนแล้วรดน้ำให้อย่างน้อยสัปดาห์ละ 2-3 ครั้ง ปล่อยจนมีอายุครบ 1 ปี (เป็นอย่างน้อย) แล้วจึงจะเก็บเกี่ยวผลผลิต
การชำส่วนของลำต้น คือการตัดส่วนของยอดและส่วนของลำต้น ประมาณ 2 นิ้ว หรือ 2 ข้อของลำต้น นำมาชำด้วยวัสดุปักชำขี้เถ้าแกลบใช้เวลาประมาณ 45-50 วัน จะสามารถนำไปเพาะ ลงถุงเพื่อเลี้ยงให้ต้นแข็งแรงก่อนนำไปนำไปปลูก ในแปลง วิธีนี้จะได้ผล 40-50%
            การชำราก คือการตัดส่วนของรากที่อยู่ใต้ดินนำมาชำกับวัสดุปักชำตัดรากยาวประมาณ 2 นิ้ว ใช้เวลา 60-90 วันจะเริ่มแตกยอดและรากใหม่ 6 เดือนพร้อมปลูกได้ วิธีนี้จะได้ผล 80-90%
เจตมูลเพลิง 1 ต้น จะมีกิ่งสาขาเป็นจำนวนมากและออกดอกปีละ 1 ครั้ง หากถึงฤดูแล้งใบของเจตมูลเพลิงก็จะเฉาลงบ้าง หากปล่อยไว้จนถึงฤดูฝนใหม่ก็จะเจริญงอกงามขึ้นอีกครั้งหนึ่ง ยิ่งมีอายุมาก รากของมันจะยิ่งมีสรรพคุณทางยาสูงขึ้น แต่วิธีกาขยายพันธุ์ด้วยเพาะเมล็ดและปักชำกิ่งไม่สามารเพิ่มจำนวนต้นให้ได้ในปริมาณที่มากลยังใช้ระยะเวลาค่อนข้างนานจึงจะสามารถผลิตต้นเจตมูลเพลิงแดงให้มากเพียงพอกับความต้องการ
การเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อพืช จึงเป็นเทคนิคการแพร่พันธุ์พืชวิธีหนึ่งที่สามารถแก้ปัญหาดังกล่าวนี้ได้ เนื่องจากเทคนิคนี้สามารถผลิตต้นพืชได้เป็นจำนวนมากในเวลาอันสั้น อย่างไรก็ตามในการเพาะเลี้ยงเนื้อเยือพืชบนอาหารวิทยาศาสตร์สูตรที่เหมาะสม จึงจะทำให้สามารถขยายพันธุ์เพิ่มจำนวนต้นได้อย่างรวดเร็ว  ถึงแม่ว่าได้มีการศึกษาหาสูตรอาหารที่เหมาะสมต่อการเพิ่มจำนวนต้นของเจตมูลเพลิงแดงบ้างแล้วก็ตาม แต่สูตรอาหารที่เหมาะสมผันแปรได้เนื่องจากระยะการเจริญเติบโตของพืช วัตถุประสงค์ในการเพาะปลูกเลี้ยง  สภาพแวดล้อมที่เพาะปลูกพืช  และความสมบูรณ์ของต้นพืช ฉะนั้นวิธีการปลูกเลี้ยงเนื้อเยื่อนี้จึงต้องมีการทดลองให้ได้ผลอย่างแน่นอนต่อไป
การเก็บเกี่ยวเพื่อเอารากเจตมูลเพลิงนั้น จะมีการเก็บเกี่ยวช่วงปลายฤดูแล้งราวกลางเดือนถึงปลายเดือนเมษายน โดยใช้วิธียกรองซีเมนต์ขึ้นจากกอของเจตมูลเพลิง แล้วใช้เสียมค่อยๆ คุ้ยเอาเฉพาะรากของเจตมูลเพลิง นำไปล้างในน้ำสะอาด (หรือใช้น้ำฉีด) จนเหลือแต่รากล้วนๆ นำไปตากแห้งหรืออบแห้ง ซึ่งรากของเจตมูลเพลิงแห้งจะเสียน้ำหนักไม่มาก รากแห้ง/รากสด น่าจะมีอัตราส่วนราว 1 ต่อ 2 หรือ 1 ต่อ 1.5 โดยประมาณ
 

Tags : ว่านชักมดลูก,เจียวกู่หลาน

23

ถิ่นกำเนิดว่านชักมดลูก 
ว่านชักมดลูกชนิด  xanthorrhiza   มีถิ่นกำเนิดอยู่ในเกาะบาหลี  เกาะชวา  กระจายพันธุ์มาจนถึงมาเลเซียไทย และอินเดีย ส่วนชนิด comosa นั้น เป็นพืชพื้นถิ่นของไทย และนิยมเพาะปลูกกันโดยทั่วไป แหล่งที่ปลูกที่มีชื่อเสียง คือ ในจังหวัดเลยและจังหวัดเพชรบูรณ์ และในธรรมชาติบริเวณที่พบเจอมากในป่าเบญจพรรณทั่วไป  โดยชนิด comosa ของไทยนั้น สามารถแยกชนิดได้เป็น ว่านชักมดลูกตัวเมีย  (Curcuma comosa)  และว่านชักมดลูกตัวผู้ (Curcuma  latifolia)
ลักษณะทั่วไปว่านชักมดลูก 

  • หัว/เหง้า ว่านชักมดลูก/ว่านทรหด จัดเป็นพืชล้มลุกปีเดียว อยู่ในกลุ่มของขิง ข่า โดยมีส่วนรากหรือหัวหรือลำต้นแท้อยู่ใต้ดิน  เหง้ามีสีส้มอ่อนหรือส้มออกแดง
  • ใบ ใบว่านชักมดลูก/ว่านทรหด  มีรูปร่างใบเป็นใบเดี่ยว ใบมีลักษณะรียาว ใบมีขนาดกว้างประมาณ 15 – 20 ซม. ยาวประมาณ 40 – 100 ซม. ใบมองเห็นเป็นแถบยาวของเส้นใบอย่างชัดเจน แถบเส้นใบกว้างประมาณ 0.5 – 1 ซม. โดยต้นที่ใบมีเส้นกลางใบเป็นสีม่วงแดง เรียกว่า ว่านชักมดลูกตัวผู้  ส่วนต้นที่ใบมีสีเส้นกลางใบเป็นสีเขียว เรียกว่า ว่านชักมดลูกตัวเมีย
  • ดอก ดอกว่านชักมดลูก/ว่านทรหด มีลักษณะเป็นช่อ ไม่รวมกันเป็นกระจุก แยกออกในทิศที่แตกต่างกันบนก้านดอกประกอบด้วยก้านช่อดอกยาวประมาณ 15 – 20 ซม. มีใบประดับสีชมพูอ่อน กลีบรองดอกสีแดงสด และเมื่อเจริญเต็มที่จะมีสีเหลืองคล้ายดอกขมิ้น
  • ว่านชักมดลูก/ว่านทรหด จะเริ่มแทงใบในช่วงต้นฝน มีนาคม – เมษายน และจะเจริญเติบโตจนถึงฤดูหนาว เดือนพฤศจิกายน – ธันวาคม ต้นจะเริ่มแก่เหลือง และเหี่ยวพับลงจนเหลือแต่ส่วนหัวที่อยู่ใต้ดิน ซึ่งจะนิยมเก็บหัวมาใช้ประโยชน์ในช่วงนี้จนถึงก่อนช่วงที่แทงใบใหม่


พืชทั้ง 2 ชนิด มีรูปร่างคล้ายกันมาก  คือ  เป็นพืชล้มลุก   สูงประมาณ  1  -  2 มีเหง้าใต้ดินขนาดใหญ่  ค่อนข้างกลม  เนื้อภายในสีเหลือง  ถ้าเป็นชนิด  comosa   จะเป็นสีเหลืองอ่อน  แต่ถ้าเป็นชนิด  xanthorrhiza  จะเป็นสีเหลืองส้ม  มีกลิ่นฉุนร้อน  ใบเป็นใบเดี่ยว  เรียงตัวเป็นกระจุกใกล้ราก  ใบรูปขอบขนานแกมรี  ถ้าเป็นชนิด xanthorrhiza  ด้านล่างใบมีเส้นกลางใบสีม่วง  และมีขนที่ท้องใบ  ก้านใบสั้น   แต่ถ้าเป็นชนิด  comosa  ด้านล่างใบมีเส้นกลางใบสีเขียวตลอด  ไม่มีขน  และมีก้านใบยาวกว่า  ดอกออกเป็นช่อแทงจากพื้นดินสีชมพู  เกสรตัวผู้เป็นหมันสีขาว ใบประดับที่ไม่ได้รองรับดอกย่อยมีสีม่วง  ส่วนใบประดับที่รองรับดอกย่อยมีสีเขียวอ่อน
การขยายพันธุ์ว่านชักมดลูก   
ว่านชักมดลูก/ว่านทรหด  สามารถเพาะปลูก และขยายพันธุ์ด้วยส่วนหัวหรือรากแขนง  ทั้งชนิดที่เป็นหัวกลม  และชนิดที่เป็นเหง้าแขนง
วิธีการปลูกว่านชักมดลูก
จะใช้รากแขนงหรือหัวที่มีตาสำหรับแทงยอด  โดยหักแบ่งออกเป็นส่วนๆ พร้อมเพาะ ระยะการปลูกประมาณ  15  -  20  ซม. ด้วยการขุดหลุมฝังเป็นช่วงๆ  สำหรับแปลงขนาดใหญ่  ควรวางแนวการปลูกเป็นแถวในระยะห่างระหว่างหลุด และแถว 15 – 20 ซม. เช่นเดียวกัน
            ว่านชักมดลูก/ว่านทรหด  นิยมเก็บในช่วงฤดูหนาวจนถึงฤดูแล้ง ในระยะที่ใบเหี่ยว  แห้งหมดแล้ว เพราะในช่วงนี้จะเป็นระยะที่ว่านชักมดลูกหยุดเจริญเติบโต  และเก็บสะสมสารอาหาร  และสารต่างๆได้อย่างเต็มที่แล้ว
 
 

Tags : ว่านชักมดลูก

24

รูปแบบและขนาดวิธีใช้
เห็ดหลินจือที่นำมาบริโภคจะให้ผลลัพธ์ดีที่สุด ก็ต่อเมื่อคนปกติทั่วไปใช้ดอกเห็ดอบแห้ง ชงเป็นชา เพื่อดื่มเป็นประจำ ถ้าต้องการต้มเป็นยา ต้องดื่มให้หมดวันละ 1 - 3 เวลา และจะดื่มเวลาใดก็ได้ ถ้าจะนำมาดองเหล้า จะให้ดอกเห็ดดองกับเหล้าขาวหรือเหล้าเหลือง ชนิด 40 ดีกรี ปริมาณ 100 – 150 ซีซี ทิ้งไว้ 15  วัน และค่อยนำมาดื่มครั้งละ  10 ซีซี หรือ ช้อนชา วันละ 1 – 3 เวลา ก่อนหรือหลังอาหารก็ไม่ต่างกัน นอกจากนั้น ยังมีผู้ผลิตเป็นแคปซูล โดยนำส่วนผสมของดอกเห็ด เส้นใย หรือราก และผงสปอร์ รวมอยู่ในเม็ด  ซึ่งปริมาณขึ้นอยู่กับอายุของผู้ใช้  หากเป็นเด็ก ใช้ 1 – 2 แคปซูลก็เพียงพอแล้ว แต่สำหรับผู้ป่วย ควรใช้ ครั้งละ 3 แคปซูล  วันละ 2 เวลา จะดีที่สุดอีกทั้งชนิดผงสปอร์บริสุทธิ์ ที่จะออกฤทธิ์มากกว่าแบบแคปซูล ก็จะนำมาผสมน้ำอุ่นในปริมาณ 1 กรัม หรือไม่เกิน 3 กรัม สำหรับผู้ป่วย และ ยังมีกลิ่นหอมเฉพาะตัว อาจผสมในน้ำผึ้ง น้ำผลไม้ เครื่องดื่ม และอาหารคาวหวานได้ง่ายๆ
การศึกษาทางเภสัชวิทยา
เห็ดหลินจือมีฤทธิ์ทางเภสัชวิทยามากมาย เช่น ฤทธิ์กระตุ้นระบบภูมิคุ้มกัน (10-13) ฤทธิ์ด้านเนื้องอกและมะเร็ง (10-14-16) ฤทธิ์ป้องกันเส้นประสาทเสื่อม (17-20) ฤทธิ์ลดน้ำตาลในเลือด (21-22) ฤทธิ์ลดไขมันในเลือด (23-24) ฤทธิ์ต้านออกซิเดชัน (25-27) ฤทธิ์ต้านการอักเสบ (anti-inflammation) (28-29) เป็นต้น ซึ่งสาระสำคัญ คือ สารกลุ่ม polysaccharides (10,11,13) สารกลุ่ม triterpenoids (30-33) สารกลุ่ม sterols (34-36) สารกลุ่ม fatty acids (37) สารกลุ่มโปรตีน (38-41) เป็นต้น ซึ่งสาระสำคัญดังกล่าวจะพบได้ในส่วนสปอร์มากกว่าส่วนดอก (42) และสปอร์ที่กะเทาะผนังหุ้มมีฤทธิ์กระตุ้นระบบภูมิกันและพบมะเร็งได้ดีกว่าสปอร์ที่ไม่กะเทาะผนังหุ้ม และส่วนดอก (43-45)

การศึกษาทางพิษวิทยา
การทดสอบทางพิษวิทยาของส่วนสกัดด้วยน้ำ  และส่วนสัดที่เป็น polysaccharide ในหนูถีบจักร พบเจอว่าค่อนข้างปลอดภัย ขนาดที่ให้ครั้งเดียวไม่ทำให้หนูตายสำหรับพิษกึ่งเฉียบพลันนั่น  หนูถีบจักรป้อนด้วยส่วนสกัดด้วยน้ำขนาดวันละ 5 กรัม/กิโลกรัม เป็นเวลา 30 วัน  ไม่พบเห็นการเปลี่ยนแปลงของน้ำหนักตัว น้ำหนักอวัยวะต่างๆ และลักษณะต่างๆ  ที่ตรวจได้ในเลือดไปจากหนูปกติ
การทดสอบทางคลินิกในเภสัชตำรับของจีน ให้กับคนไข้ที่เป็นโรคประสาทตื่นตัว  นอนไม่หลับ ปวดข้อ  อารมณ์ไม่แจ่มใส โดยทดลองกับคนไข้ 51 ราย ได้ผลดีมาก 26 ราย ดี 18 ราย ไม่ได้ผล 7 ราย สรุปว่าดีมาก 51% หรือ ได้ผลดี 86.3% ทำเป็นยาเม็ดให้ครั้งละ 3 เม็ด หรือทำเป็นผงให้ครั้งละ2 – 4 กรัม  หรือใช้เห็ดหลินจือ แห้ง 10 กรัม ฝานให้เป็นชิ้นบางๆ ต้มกับน้ำ 2 ลิตร ต้มเคี่ยวจนเหลือ 1 ลิตร แล้วเอาชิ้นส่วนเห็ดออกแล้วต้นให้งวดเหลือครึ่งลิตร ดื่มตลอดวัน
มีการศึกษาเกี่ยวกับพิษวิทยาของเห็ดหลินจือทั้งพิษแบบเฉียบพลันและพิษแบบเรื้อรังพบว่ามีความเป็นพิษต่ำมาก และมีความปลอดภัยสำหรับการใช้ติดต่อกันเป็นเวลานาน
ข้อแนะนำ ข้อควรระวัง
ในระยะแรก คนปกติก็อาจมีอาการท้องเสีย คอแห้ง หรือมีผื่นคัน แต่ก็มักจะหายได้เองภายใน 2 – 7 วัน แต่ถ้ายังมีอาการข้างเคียงดังกล่าวอยู่ แนะนำให้หยุดใช้ไปก่อนหนึ่งสัปดาห์ แล้วลองเริ่มต้นใหม่  ควรบริโภคเห็ดหลินจือแดงสกัดก่อนอาหารอย่างน้อย 1 – 2 ชั่วโมง แต่สำหรับคนที่เป็นโรคกระเพาะ ให้กินหลังอาหาร 2 ชั่วโมงแทน เนื่องจากควรทานขณะท้องว่าง เพื่อประสิทธิภาพสูงสุด  ในการดูดซึมตัวยาจากเห็ดหลินจือ  สำหรับผู้ที่ระบบกระเพาะย่อยยาก ควรรับประทานวิตามินซี หรืออาหารที่มีวิตามินซีสูงร่วมด้วย เพื่อช่วยในการดูดซึมตัวยาจากเห็ดหลินจือ ให้เข้าสู่ร่างกายได้ง่ายขึ้น
 
 

Tags : เห็ดหลินจือ,เห็ดหลินจือ,เห็ดหลินจือ

25

องค์ประกอบทางเคมีเห็ดหลินจือ

  • กลุ่ม polysaccharide ซึ่งมีผู้พบ polysaccharide A , B, C, D, E, G, H polysaccharide BN-3-A, B, C
  • กลุ่ม triterpenoids ซึ่งเป็นสารที่ทำให้เห็ดหลินจือมีรสขม มีผู้ค้นคว้าและพบสารกลุ่มนี้ประมาณ 100 ชนิด แต่ที่สำคัญและมีผู้พบฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาได้แก่ ganoderic acid R&S, ganoderic K, ganoderic acid C, F, H, ganoderic acid A, B, ganoderic A, ganoderic A, B , oleic acid
  • กลุ่ม peptidoglycan เป็นสารกลุ่มที่มีฤทธิ์ลดน้ำตาลในเลือดที่สำคัญ คือ ganoderan A, B, C
  • กลุ่ม protoalkalold กรดอะมิโน ได้แก่ adenosine, adenine, uracil, uridine
  • กลุ่ม steroids ในกลุ่มนี้จะเป็นอนุพันธุ์กลุ่ม homolanosteroid carboxyacetyl quercinic acid
  • โปรตีน
  • สารอื่นๆ ได้แก่ cyclooctosulfur
  • สารกลุ่มนิวคลีโอไทด์ (Nucleotides) ได้แก่ สารอะดิโนไซน์ Adenosine , สารกัวโนไซน์ Gauncsine
  • สารเยอร์มาเนียม (Germanium)


Homopolysaccharide เป็น พอลิแซ็กคาไรค์ที่ในโมเลกุลเป็น monosacchaccharide ชนิดเดียวกันเชื่อมต่อกันดัวยพันธะไกลโคไซค์ (glycosidic bond) ได้แก่ สตาร์ซ (starch) ซึ่งประกอบด้วย อะไมโลส (amylose) อะไมโลเพกทิน (amylopectin) เซลลูโลส (cellulose) พืขสร้างพอลิแซ็กคาไรด์ได้จากกระบวการสังเคราะห์แสง สะสมเป็นแหล่งพลังงานในส่วนต่างๆ
สรรพคุณเห็ดหลินจือ[/url][/b]
            เห็ดหลินจือ ประกอบด้วยสารที่มีผลต่อการบำบัดโรคหลายชนิด แบ่งออกเป็น 3 ประเภทใหญ่ๆ คือ สารประเภทที่ละลายน้ำ 30% สารละลายอินทร์ 65% และสาระเหย 5% มีสาระสำคัญเช่น polysaccharide, triterpenoids, Germanium, Ganoderic, Essence รวมถึงวิตามินและแร่ธาตุ ซึ่งช่วยสร้างภูมิต้านทางโรค ต้านมะเร็งบำรุงรักษาตับ  บำรุงสมองและระบบประสาท ปรับสมดุลให้แก่ร่างกาย  เหมาะสำหรับดูแลรักษาร่างกายเนื่องจากมีความปลอดภัยสูง
            โพลีแซคคาไรค์ (polysaccharide) เป็นสาระสำคัญในเห็ดหลินจือที่จะช่วยเสริมสร้างการทำงานของร่างกาย คือกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายให้แข็งแรง ต่อต้าน  ป้องกันการลุกลามของเซลล์มะเร็ง  ช่วยปรับปรุงการทำงานของตับอ่อน  ปรับระดับน้ำตาลในเลือด ช่วยขจัดสารพิษ  แต่เนื่องจาก polysaccharide มีโครงสร้างที่ซับซ้อนอาจจะทำให้ย่อยยากจึงควรรับประทานวิตามินซีหรืออาหารที่มีวิตามินซีสูง เพื่อช่วยในการดูดซึมสาร polysaccharide เข้าสู่ร่างกาย
            เยอร์มาเนียม (Germaniuum) ในดอกเห็ดหลินจือมีเยอร์มาเนียมมากถึง 800 – 2000 ppm สารเยอร์มา – เนียมมีประโยชน์ต่อร่างกายดังนี้

  • ออกซิเจนในเลือด   รักษามะเร็ง
  • กระตุ้นภูมิคุ้มกันของร่างกาย              ทำให้การไหลเวียนของโลหิตดีขึ้น
  • สมอง บำรุงประสาท   กำจัดสารพิษ บำรุงตับ รักษาตับ
ไตรเทอร์ปีนอยด์ (Tritepenoids) มีประโยชน์ต่อร่างกายดังนี้

  • ต้านมะเร็ง   ลดโคเลสเตอรอล ปรับไขมันในร่างกายให้ปกติ
  • ควบคุมระดับความดันโลหิตให้ปกติ   เสริมสร้างระบบย่อยอาหารให้ดีขึ้น
  • ควบคุมภูมิแพ้   กระตุ้นการทำงานของเม็ดเลือดขาว
สารกาโนเดอริก (Ganoderic Essence) ช่วยลดความดันโลหิต ลดไขมันในเส้นเลือดและป้องกันการ
ตันของไขมันภายในเส้นเลือด
 

26

ถิ่นกำเนิด
เห็ดหลินจือ เป็นยาจีนที่ใช้กันมานานกว่า 2000 ปี  เป็นของหายากที่มีคุณค่าสูง  และได้ถูก  บันทึกไว้ในคัมภีร์โบราณ  เซินหลงเปิ่นฉ่าวจิง  ซึ่งเป็นตำราเก่าแก่และมีคนสนใจมากที่สุด ได้กล่าวไว้ว่า  เห็ดหลินจือ ใช้บำรุงร่างกาย  เป็นอายุวัฒนะได้ดีเยี่ยมและสามารถดูแลรักษาโรคต่างๆได้  ปัจจุบันสามารถพบเห็นได้ในไทย  ในประเทศไทยพบได้บนต้นไม้พวก คูณ  ก้ามปู  หางนกยูงฝรั่ง  ยางนา  ยางพารา  ดอกเห็ดมักขึ้นกับตอไม้ที่ตายแล้ว บางทีเกาะอยู่กับรากไม้  หากยื่นออกมาจากโคนต้นไม้อาจจะไม่มีก้าน
ลักษณะทั่วไปของเห็ดหลินจือ
เห็ดหลินจือเป็นเชื้อราชนิดที่ขึ้นอยู่ตามต้นไม้ที่เน่าเปื่อย ผุพัง พบเห็นอยู่ทั่วไป  ระดับความสูงกว่าระดับน้ำทะเล 1000 เมตร อุณหภูมิระหว่าง 8 – 38 องศาเซลเซียส  ต่ำกว่า 0 องศาเซลเซียส เส้นใยและดอกยังสามารถมีชีวิตอยู่ได้แต่ไม่เจริญเติบโต เมื่ออากาศเริ่มอุ่นขึ้นก็สามารถเจริญเติบโตต่อไปได้  เห็ดหลินจือมีชื่อเรียกแตกต่างกันไปตามภาษาเรียก ประเทศจีนเรียกว่า  หลิงชิง  หรือหลินจือ  สำหรับประเทศไทยเรียกว่า เห็ดกระด้าง เห็ดหั้งขอ  เห็ดนางกวัก  เห็ดแม่เบี้ยงูเห่า  เห็ดจวักงู
แล้วยังแบ่งแยกไปตามชนิดของเห็ด  ได้แก่

  • ดอกสีเขียว เรียกว่า  ชิงจือ  มีรสชาติขมเล็กน้อย  มักพบเห็นในบริเวณที่มีอากาศหนาวเย็นใช้ในการรักษาโรคหัวใจ
  • ดอกสีแดง เรียกว่า ฉื้อจือหรือต้นจืน มีรสขม  ใช้เป็นยาแก้การแน่นหน้าอก  เลือดตกค้าง  บำรุงหัวใจ  สำหรับผู้ป่วยที่เป็นโรคภูมิแพ้เรื้อรัง ช่วยฟื้นฟูผู้ป่วยที่เป็นโรคสมองเสื่อม  โรคเบาหวาน
  • ดอกสีเหลือง เรียกว่า หวงจือหรือจีนจือ  มีรสชาติหวานจืด  มีคุณประโยชน์ในการบำรุงประสาท  บำรุงร่างกายระบบขับถ่ายให้มีประสิทธิภาพดีขึ้น
  • ดอกสีขาว เรียกว่า ไป่จือหรือวีจือ มีรสชาติฉุน ขมเล็กน้อย มีคุณประโยชน์การโรคเกี่ยวกับทางเดินหายใจ ปอด จมูก  ทำให้หายใจคล่อง
  • ดอกสีดำ เรียกว่า  เฮจือหรือเสียนจือ  มีรสชาติเค็มเล็กน้อยไม่ขม  มีสรรพคุณในการขับน้ำตกค้างในร่างกาย  บำรุงไต  ขับปัสสาวะ
  • ดอกสีม่วง เรียกว่า  จื่อจือหรือสีซ๊อคโกแลต  มีรสชาติขมเล็กน้อย  มีสรรพคุณรักษาโรคไขข้ออักเสบ  หูอักเสบ
การขยายพันธุ์ 
เห็ดหลินจือ ขยายพันธุ์ได้โดยการเพาะและมีความต้องการสภาพต่างๆ ในการเพาะการขยายพันธุ์  ดังนี้

  • ความต้องการธาตุอาหาร เห็ดหลินจือเป็นเห็ดที่ขึ้นบนไม้ผุ ในสภาพธรรมชาติ เมื่อทำการเพาะเลี้ยงใส่อาหารบางอย่างลงไปในอาหารด้วย เช่น คาร์บอน ไบโตรเจน  ธาตุอาหาร  ไวตามินที่ต้องการดังนี้
  • คาร์บอน คาร์บอนรวมถึงน้ำตาล แป้ง ขี้เลื่อย เส้นใยและวัตถุกึ่งเส้นใย
  • ไนโตรเจน รวมถึงกรดอะมิโน ยูเรีย แอมโมเนีย โปรตีน ก่อนใช้ละลายน้ำก่อน
  • ธาตุอาหารรอง  ต้องใส่ธาตุอาหารรองประมาณ  10  ชนิด   ลงไปในอาหาร  เช่น


โปรแตสเซียม โซเดียม แคลเซียม แมกนีเซียม  ฟอสฟอรัส  ซัลเฟอร์และสังกะสีเป็นต้น

  • ไวตามินต้องใส่ไวตามิน B1 , B2 และ B3
  • สภาพอุณหภูมิ อุณหภูมิที่ต้องการสำหรับการเติบโตของเส้นใย 20 องศา - 35 องศา  โดยมีอุณหภูมิที่เหมาะสมที่สุดอยู่ในช่วง 25 องศา – 28 องศา  และอุณหภูมิที่ดีที่สุดคือ 28 องศา
  • ความต้องการความชื้นและความชื้นในบรรยากาศ เช่นเดียวกับเห็ดนางฟ้า นางรมและเห็ดหอม  เห็ดหลินจือต้องการความชื้น และความชื้นในอากาศค่อนข้างจำเพาะในอาหารเลี้ยง จะต้องมีความชื้น 60 – 65% ในระยะที่มีการเจริญเติบโตของเส้นใยความชื้นในบรรยากาศจะต้องเป็น 60% ถ้ามากกว่า 60% จะทำให้เกิดการปนเปื้อนในถุงเลี้ยงในระยะที่ดอกเห็ดมีการเติบโต จะต้องการความชื้นสัมพันธ์ในบรรยากาศ 58 – 95% ถ้าต่ำกว่า 85% ดอกเห็ดจะโตช้าและต่ำกว่า 60% ดอกเห็ดจะไม่แตกดอกหรือตายไป
  • ความต้องการระบายอากาศเห็ดหลินจือต้องการออกซิเจนในปริมาณที่มากพอ
  • สภาพของแสงในระยะที่มีการเติบโตของเส้นใยจะไม่ต้องการแสง แต่ในระยะที่มีเติบโตของดอกเห็ด


 
คำค้นหาที่เกี่ยวข้อง : ถิ่นกำเนิดเห็ดหลินจือ

27

สรรพคุณสมอพิเภก[/url][/i]
ต่อต้านเชื้อแบคทีเรีย ต่อต้านไวรัส ต้านเชื้อรา ต้านยีสต์ ฆ่าไส้เดือน ต้านมาลาเรีย  เป็นพิษต่อปลา แก้หืดแก้ไอ แก้หวัด เร่งการสร้างน้ำดี  รักษาดีซ่าน  ลดความดันโลหิตยับยั้งระดับโคเลสโตรอลในเลือดสูง ยับยั้งหลอดเลือดอุดตัน ยับยั้งเบาหวาน ลดระดับน้ำตาลในเลือด  ยับยั้งฟันผุ ลดการอักเสบ แก้สิว คลายกล้ามเนื้อมดลูก ยับยั้งการฝังตัวของตัวอ่อนที่ผนังมดลูก ยับยั้งการกลายพันธุ์ ยับยั้งเอนไซม์ HIV-1 revese transcriptase , HIV-1 Protease
 
 
ตำรายาไทย ผลอ่อน แก้ไข้เพื่อเสมหะ และไข้เจือลม เป็นยาระบาย ยาถ่าน ผลแก่ แก้เสมหะ จุกคอ ทำให้ชุ่มคอ แก้โรคตา แก้ธาตุกำเริบ บำรุงธาตุ แก้ไข้ แก้ริดสีดวง แก้ท้องร่วงท้องเดิน ดูแลรักษาโรคท้องมาน เมล็ดใน แก้บิด แก้บิดมูกเลือด สมอพิเภกจัดอยู่ใน “พิกัดตรีผลา” คือการจำกับจำนวนผลไม้ 3 อย่าง มี ลูกสมอพิเภก ลูกสมอไทย  ลูกมะขามป้อม สรรพคุณแก้ปิตตะ วาตะ เสมหะ ในกองธาตุ กองฤดู กองอายุ และกองสมุฏฐาน “พิกัดตรีสมอ” คือการจำกัดจำนวนสมอ 3 อย่างมี ลูกสมอพิเภก ลูกสมอไทย ลูกสมอเทศ ประโยชน์แก้เสมหะ บำรุงธาตุ แก้ไข้ ผายธาตุ รู้ถ่ายรู้ปิดเอง

รูปแบบ / ขนาดวิธีการใช้

  • ขับปัสสาวะ ใช้เปลือก ต้น ต้มรับประทาน ขับปัสสาวะ
  • เป็นยาระบาย ยาถ่าย ใช้ผลโตแต่ยังไม่แก่ 2 – 3 ผล ต้มกับน้ำ 1 ถ้วยแก้ว ใส่เกลือเล็กน้อย รับประทานครั้งเดียว
  • เป็นยาแก้ท้องร่วง ท้องเดิน (ไม่ใช่บิด หรือ อหิวาตกโรค) ใช้ผลแก่ 2 – 3 ผล ต้มกับน้ำ 2 ถ้วยแก้ว ใส่เกลือเล็กน้อย เคี้ยวจนเหลือ 1 ถ้วยแก้ว ใช้รับประทาน
  • ดูแลรักษาบาดแผล นำใบสดมาตำให้ละเอียด แล้วพอกที่บาดแผล
  • แก้มะเร็ง สารสกัดจากสมุนไพรสมอพิเภกรวมกับสมอไทยและมะขามป้อมสามารถยับยั้งการเจริญเติบโตและช่วยฆ่ามะเร็งได้

การศึกษาทางเภสัชวิทยา
สารสกัดด้วยเอธานอลของสมอพิเภกช่วยเพิ่มการขับน้ำดีในสุนัข และทำให้ความดันโลหิตลดลงจนถึงตายได้  และขนาดที่ทำให้หนูถีบจักรตามครึ่งหนึ่ง (LD 50) เท่ากับ 4.25 กรัม / กิโลกรัม เมื่อให้ทางปากแต่สารสกัดด้วยน้ำของสมอพิเภกมีผลน้อยต่อการขับน้ำดี และทำให้ความดันโลหิตลดลงเล็กน้อย และเมื่อป้อนสารสกัดในหนูถีบจักรปริมาณขนาด 5 กรัม / กิโลกรัม ไม่ทำให้เกิดอาการพิษ
 

การศึกษาทางพิษวิทยา
การทดสอบพิษเฉียบพลันของสารสกัดผลด้วยเอทานอล 50% โดยให้หนูเกินในปริมาณ 10 กรัม ต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม (คิดเป็น 1,515 เท่า เปรียบเทียบกับขนาดรักษาในคน) ตรวจไม่เจออาการเป็นพิษ และเมื่อให้โดยการฉีดเข้าใต้ผิวหนังหนู ในขนาด 1 กรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัมพบว่าขนาดที่ทำให้สัตว์ทดลองตายครึ่งหนึ่ง (LD 50) เท่ากับ 6.156 กรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม

ข้อแนะนำ , ข้อควรระวัง    ถ้ารับประทานเกินขนาดจะเป็นอันตรายได้ ทำให้มีอาการมึนเมา คลื่นไส้อาเจียน ผลหากใช้รับประทานมากๆ จะเป็นยาเสพติดและทำให้หลับได้
 

Tags : สรรพคุณสมอพิเภก

28

สรรพคุณแปะก๊วย   
            ฤทธิ์ต่อต้านอนุมูลอิสระ  มีคุณสมบัติช่วยป้องกันโรคมะเร็ง และยังสามารถชะลอความแก่ได้  ฤทธิ์การยับยั้งการเกาะตัวของ เกล็ดเลือดทำให้การไหลเวียนของเลือดในหลอดเลือดแดง หลอดเลือดดำ และหลอดเลือดฝอยดีขึ้น  ฤทธิ์เพิ่มการไหลเวียนของเลือดไปยังสมอง  ทำให้ความสามารถในการทำงานและการตัดสินใจดีขึ้น  ฤทธิ์กระตุ้นระบบไหลเวียนของเลือด ทำให้เลือดไหลฉีดไปตามผิวหนังได้ดี  ฤทธิ์เพิ่มความสามารถในการเรียนรู้ ฤทธิ์หยุดยั้งการเกิดไลปิดเพอรอกไซด์  ฤทธิ์ช่วยให้ความจำดีขึ้น ฤทธิ์ทำให้หลอดเลือดหดตัว ฤทธิ์เพิ่มการมองเห็น และฤทธิ์ยับยั้งการเสื่อมของสมอง  เสริมสร้างสมรรถภาพทางเพศ  จะช่วยให้ระบบไหลเวียนเลือดในร่างกายดีขึ้น  แก้ไขปัญหาเลือดไปไหลเวียนในบริเวณอวัยวะเพศไม่สะดวก  บรรเทาอาหารของโรคพาร์กินสัน สารสกัดจากแปะก๊วยจำเข่าไปช่วยเพิ่มระบบไหลเวียนเลือดในสมอง  ทำให้ร่างกายสามารถผลิตฮอร์โมนโดปามีนได้มากขึ้น  และนำส่งไปยังอวัยวะต่าง ๆ ในร่างกายได้อย่างเพียงพอ
รูปแบบและขนาดวิธีใช้ 

  • สารสกัดแห้ง –ใช้ 120 – 240 มิลลิกรัม แบ่งให้วันละ 2 – 3 ครั้ง สำหรับอาการ dementin โดยให้ยาติดต่อกัน 8 สัปดาห์ แต่ไม่เกิน 3 เดือน
  • สารสกัดแห้ง – ใช้ 120 – 160 มิลลิกรัม แบ่งให้วันละ 2 – 3 ครั้ง สำหรับรักษาอาการเส้นเลือดแดงส่วนปลายประสาทอุดตัน และ ความมึนงง มีเสียงในหู โดยให้ยาติดต่อกัน 6 – 8 สัปดาห์
  • ในการใช้เป็นผลิตภัณฑ์อาหารเสริม ให้ใช้รับประทานไม่เกินวันละ 120 มิลลิกรัม
การศึกษาทางเภสัชวิทยา
            มีการทดลองกับผู้ป่วยที่มีอาการบกพร่องเรื้อรังของสมองส่วนซีรีบรัม และหลอดเลือดพบว่า ในแปะก๊วยช่วยให้มีการพัฒนาการทางความจำ ความคิด นอนหลับได้ง่ายขึ้น ส่วนผู้ป่วยโรคอัลไซเมอร์นั้น ในสหรัฐอเมริกา ใบแปะก๊วยก็ถูกให้อย่างกว้างขวางเพื่อเป็นยารักษาอาการดังกล่าว โดยมีการทดลองวิจัยในปี 1994 ทดลองให้ใบแปะก๊วยกับกลุ่มผู้ป่วยอัลไซเมอร์  พบว่าผู้ป่วยมีความจำ และสมาธิได้ดีขึ้น
            ในปี 1996 ได้มีการค้นคว้าวิจัยพบว่าใบแปะก๊วยมีประสิทธิภาพช่วยป้องกันผู้ที่มีอาการ AMS (Asthma & AcutE Mountain Sickness) หรือภาวการณ์ผิดปรกติของการหายใจขณะขึ้นสู่ที่สูงได้  ส่วนคนในกลุ่มคนที่ประสบปัญหาหูอื้ออยู่เป็นประจำ  การรับประทานอาหารใบแปะก๊วยยังช่วยลดภาวะหูอื้อลงได้อีกด้วย
การศึกษาทางพิษวิทยา
            การทดลองความเป็นพิษเฉียบพลันในหนู เจอว่าให้ค่า LD50 เท่ากับ 7725 มิลลิกรัม/กิโลกรัมน้ำหนักตัว ไม่พบผลที่ทำให้เกิดการก่อกลายพันธุ์ (mutagen) หรือทำให้เกิดมะเร็ง (carcinogen) และไม่เป็นพิษต่อ ระบบอวัยวะสืบพันธุ์
ข้อแนะนำ/ข้อควรระวัง

  • สาร Gingkolide จากใบแปะก๊วยมีฤทธิ์ยีนส์การเกาะดึงของเกล็ดเลือด ถ้ากินยาแอสไพรินอยู่ประจำ หรือ กินยา Gingkolide อยู่อาจมีผลข้างเคียงของการที่เลือดไหลไม่หยุด
  • ถ้ากินสารสกัดจากในแปะก๊วยในปริมาณมาก อาจทำให้เกิดอาการคลื่นไส้ อาเจียน ท้องเสีย และมีอาการกระวนกระวาย
  • สำหรับหญิงตั้งครรภ์และให้นมบุตร ยังไม่มีงานวิจัยตีพิมพ์ถึงความปลอดภัย หรือผลที่จะเกิดกับทารก


อีกทั้งหากกินสารสกัดแปะก๊วยมากเกินไปอาจมีผลตรงข้ามทำให้ปวดศีรษะ มึนงง เวียนศีรษะ ทางเดินอาหารปั่นป่วน  หรืออาจเกิดอาการแพ้ทางผิวหนัง ระบบหายใจและหลอดเลือดผิดปกติ ง่วงซึม ระบบการนอนหลับก็ปั่นป่วนไปด้วย
 
 
 
 
 
 
คำค้นหาที่เกี่ยวข้อง : แป๊ะก๋วย

Tags : ใบแปะก๊วย,สารสกัดจากในแปะก๊วย

29


ถิ่นกำเนิดสมอพิเภก
สมอพิเภกมีถิ่นกำเนิดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้  สามารถได้โดยทั่วไปในประเทศแถบนี้ ในประเทศไทย สามารถพบเจอได้ทั่วไปตามป่าเต็งรังและป่าเบญจพรรณทางภาคเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันตก ภาคตะวันออก และทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่อยู่สูงจากระดับน้ำทะเลประมาณ 100 – 400 เมตร  ส่วนทางภาคใต้มักจะพบเจอขึ้นตามป่าดงดิบ
ลักษณะทั่วไปสมอพิเภก
ไม้ต้นขนาดกลางถึงขนาดใหญ่  ผลัดใบ สูง 15 – 35 เมตร ลำต้นเปลาตรง  โคนต้นมักเป็นพูพอน เปลือกสีเทาอมน้ำตาลหรือเป็นสีดำๆ ด่างๆ เป็นแห่งๆ ค่อนข้างเรียบหรือแตกเป็นร่องเล็กๆ ไปตามยาวลำต้น  ผิวเปลือกในสีเหลือง เรือนยอดกลมแผ่กว้างและค่อนข้างทึบ ก่อนอ่อนและยอดอ่อนมีขนประปราย ใบ เป็นชนิดเดี่ยว  ติดเวียนกันเป็นกลุ่มตามปลายๆ กิ่ง ทรงใบรูปรีแกมรูปไข่กลับ  กว้าง 9 – 15 ยาว 13 – 19 ซม. โคนใบสอบมาสู่ก้านใบ ส่วนที่ค่อนไปทางปลายใบผายกว้าง  ปลายสุดจะหยัดคอดเป็นติ่งแหลมสั้นๆ เส้นแขนงใบโค้งอ่อน มี 6 -10 คู่ เส้นใบแบบเส้นร่างแหเห็นชัดทางด้านท้องใบ เนื้อใบค่อนข้างหนา  หลังใบเขียวเข้มและมีขนสีน้ำตาลกระจายทั่วไป  ท้องใบสีจางหรือสีเทามีขนนุ่มๆ คลุม แต่ทั้งสองด้านขนจะหลุดร่วงไปเมื่อใบแก่จัด ขอบใบเรียบ ก้านใบยาว 4 – 6 ซม. แถวบริเวณกึ่งกลางก้านจะมีต่อมหรือตุ่มหูด หนึ่งคู่ ดอก เล็ก  สีขาวอมเหลือง ออกเป็นช่อเดี่ยวๆ แบบหางกระรอก  ที่ง่ามใบหรือรอยแผลใบตามกิ่ง ปลายช่อจะห้อยย้อยลง ช่อยาว 10 – 15 ซม. ดอกเพศผู้ส่วนมากจะอยู่ตามปลายๆ ช่อ ส่วนของดอกสมบูรณ์เพศจะอยู่ตามโคนช่อ  กลีบฐานดอก มี 5 กลีบ  โคนกลีบเชื่อมติดกันเป็นรูปถ้วยเล็กๆ ทั้งหมดมีขนทั่วไป เกศรเพศผู้มี 10 อัน เรียงซ้อนกันอยู่สองแถว รังไข ค่อนข้างแป้น  ภายในมีช่องเดียวและมีไข่อ่อน 2 หน่วย หลอดท่อรังไข่มีหลอดเดียว ผลกลมหรือกลมรีๆ แข็ง ผิวเปลือกนอกปกคลุมด้วยขนสีน้ำตาลหนาแน่น ออกรวมกันเป็นพวงโตๆ
 
การขยายพันธุ์สมอพิเภก
การแพร่ขยายพันธุ์สมอพิเภกสามารถทำได้ 2 วิธี คือ การขยายพันธุ์โดยอาศัยเพศ โดยการเพาะเมล็ด และการขยายพันธุ์โดยวิธีไม่อาศัยเพศ โดยการปักชำตอนกิ่ง  ในการแพร่ขยายพันธุ์โดยการเพาะเมล็ดนั้น ช่วงเวลาที่เหมาะสมในการเก็บเมล็ดควรเก็บประมาณช่วงเดือนมากราคมจนถึงเดือนพฤษภาคม วิธีการเก็บเมล็ด เมล็ดที่เก็บใหม่ ๆ จะมีอัตราการงอก 85% เมล็ดที่เก็บไว้นานจะมีเปอร์เซ็นต์การงอกลดลง
            ไม้สมอพิเภกซึ่งเป็นไม้พื้นเมืองของประเทศไทย  การแพร่กระจายพันธุ์ตามธรรมชาติพบได้ในทุกภาคของประเทศไทย สามารถขึ้นได้ในดินแถบทุกชนิด  ดังนั้นในเรื่องพื้นที่เพาะปลูกจึงไม่ค่อยมีปัญหาสำหรับไม้ชนิดนี้ การเพาะปลูกสมอพิเภกด้วนต้นกล้านั้น สามารถย้ายต้นกล้ามาเพาะปลูกได้โดยวิธีไม่มีดินหุ้มราก ขนาดของต้นกล้าที่เหมะสมในการย้ายปลูกควรมีอายุ 6 – 7 เดือน มีความสูงประมาณ 40 ซม. ก่อนย้ายปลูกควรลิดใบและราก การย้ายต้นไม้จากแปลงเพาะไปเพาะปลูกควรย้ายในขณะอากาศชุ่มชื้น แต่ไม่ควรย้ายขณะฝนตกหนัก เพาะดินอาจแฉะเกินไป ดินอาจแน่นอากาศถ่ายเทไม่ได้ สำหรบอัตราการเจริญเติบโตและการปรับปรุงพันธุ์ไม้สมอพิเภกนั้น ยังไม่มีการค้นคว้าและบันทึกข้อมูลไว้ ส่วนใหญ่แล้วจะเพาะปลูกไว้เพื่อเป็นไม่ใช้สอยโดยเฉพาะการใช้ประโยชน์ทางด้านสมุนไพร
 

Tags : ลักษณะสมอพิเภก,การขยายพันธุ์สมอพิเภก

30

ถิ่นกำเนิดแปะก๊วย
แปะก๊วยมีถิ่นกำเนิดอยู่แถบตะวันออกเฉียงใต้ของประเทศจีน  เชื่อกันว่าเป็นพืชที่เก่าแก่ที่สุดในโลกชนิดหนึ่ง ที่หลงเหลืออยู่ในประเทศจีน  ซึ่งเป็นพืชที่หายากและใกล้จะสูญพันธุ์  โดยพบอยู่ในธรรมชาติไม่กี่ต้น  ต่อมามีการนำต้นแปะก๊วยไปเพาะในประเทศญี่ปุ่นและเกาหลี และในราวศตวรรษที่ 18 ได้มีการเพาะปลูกในทวีปยุโรป  ปัจจุบันต้นแปะก๊วยเป็นไม้ให้ความร่มเงาตามแถวถนนและสวนสาธารณะทั่วไปทั่งในยุโรป ออสเตรเลีย และอเมริกา
ลักษณะทั่วไปแปะก๊วย
ต้นแปะก๊วยเป็นไม้ยื่นต้นขนาดใหญ่อาจสูงได้ถึง  35 – 40 เมตร ต้นโตเต็มที่มีเส้นรอบวงประมาณ 3 – 4 เมตร  และอาจโตได้ถึง 7 เมตร ใบเป็นใบเดียว ลักษณะคล้ายพัด กว้าง 5 – 10 เซนติเมตร ก้านใบยาว ใบแก่มีรอยหยักเว้าตรงกลาง ใบออกเวียนสลับกัน หรือออกเป็นกระจุกตามปลายกิ่ง เส้นใบปริมาณกันจำนวนมาก  ใบอ่อนเป็นสีเขียว  สามารถเปลี่ยนเป็นสีเข้มได้เมื่อโตเต็มที่  และเป็นสีเหลืองในฤดูใบไม้ร่วง ต้นแปะก๊วยจะมีต้นตัวผู้ และต้นตัวเมีย ซึ่งขนาดแตกต่างกัน
การขยายพันธุ์แปะก๊วย
ปัจจุบันขยายพันธุ์โดยวิธีการ เพาะเมล็ด , ปักชำ , ทาบกิ่ง  โดยวิธีการเพาะปลูกเมล็ด มีดังนี้

  • ล้างเมล็ดในน้ำอุ่นให้สะอาดเพื่อไม่ให้เกิดเชื้อรา
  • หมกเมล็ดที่ล้างแล้ว ในขุยมะพร้าวหรือขี้เถ้าแกลบในถุงซิบล็อก ปิดถุงให้สนิท  แล้วนำไปเก็บไว้ในตู้เย็น (ช่องเก็บผัก) ประมาณ 12 อาทิตย์  ระหว่างนี้ให้คอยหมั่นตรวจดูว่ามีต้นอ่อนเริ่มแตกออกมาหรือยัง ถ้ามีเมล็ดไหนงอกก่อน 12 อาทิตย์ ก็แยกออกมาเพาะปลูกก่อน
  • ให้นำเมล็ดที่งอกก่อนมาเพาะปลูกในถุงชำ ใช้ดินถุงที่ขายทั่ว ๆ ไป ฝังเมล็ดลงไปประมาณ 2 นิ้ว วางถุงเพาะชำให้โดนแดดอ่อน ๆ ให้ดินที่เพาะเมล็ดชื้ออยู่ตลอดเวลาแต่อย่าให้แฉะ หลังจากนั้นก็รอให้ต้นเขาโตขึ้นมาก่อนที่จะนำไปปลูกลงดิน
  • สำหรับเมล็ดที่ไม่ขึ้นก่อนกำหนด พบครบ 12 อาทิตย์ในตู้เย็นก็ออกมาเพาะต่อตามข้อ 3
องค์ประกอบทางเคมี 
ใบแปะก๊วย มีสารประกอบทางเคมีมากมาย แต่ที่สำคัญมีอยู่ 2 กลุ่ม คือ เทอร์ปีนอย์ (terpenoids) มีสารประกอบที่สำคัญชื่อ กิงโกไลด์ (ginkgolide) และมีบิโลบาไลด์ (bilobalide) และอีกกลุ่มคือ ฟลา-โวนอยด์ (flavonoids) นอกจากนี้ยังพบในพวกสารสตีรอยด์ (steroide) อนุพันธ์กรดอินทรีย์และน้ำตาล
 

Tags : กระชายดำ,ว่านชักมดลูก,เจียวกู่หลาน

หน้า: 1 [2] 3